![[ครบชุด] T2503089 กจ างอวดด Ep.1](https://filmthai.thocahouse.vn/wp-content/uploads/2026/03/fb_natural_20260326_145439.jpg)
Rimac Nevera: ม้าเหล็กไฟฟ้า กำเนิดยุคใหม่แห่งสมรรถนะ
ในโลกยานยนต์ที่ก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง ข้อมูลเกี่ยวกับ “แรงม้า” ยังคงเป็นหัวใจสำคัญที่ผู้บริโภคจำนวนมากให้ความสนใจ อย่างไรก็ตาม ในยุคของรถยนต์ไฟฟ้า (EV) มาตรฐานการวัดกำลังได้เปลี่ยนผ่านไปสู่หน่วยสากลอย่างกิโลวัตต์ (kW) ตามระบบหน่วยวัดระหว่างประเทศ (SI) ที่เป็นที่ยอมรับมากกว่า แม้ในปัจจุบันยุโรปจะนิยมใช้กิโลวัตต์เป็นหน่วยหลัก และเสริมด้วยแรงม้าเป็นข้อมูลรอง แต่ความเชื่อมโยงระหว่างสองหน่วยนี้ยังคงสามารถคำนวณได้โดย 1 แรงม้า เท่ากับ 0.746 กิโลวัตต์ หรือ 1 กิโลวัตต์ เท่ากับ 1.34 แรงม้า
คำนิยามของ “แรงม้า” ในอดีตนั้น เปรียบได้กับการที่ม้าหนึ่งตัวสามารถยกน้ำหนัก 550 ปอนด์ ขึ้นไปสูง 1 ฟุต ภายในเวลา 1 วินาที ซึ่งเป็นหน่วยในระบบ “อิมพีเรียล” ที่เคยนิยมในสหราชอาณาจักร (ปัจจุบันเปลี่ยนมาใช้ระบบเมตริกแล้ว) และยังคงแพร่หลายในสหรัฐอเมริกา หากแปลงเป็นหน่วย “เมตริก” ที่เป็นสากลกว่า เราจะได้หน่วยกำลังที่เรียกว่า วัตต์ (Watt) ซึ่ง 1 แรงม้า อิมพีเรียล เท่ากับ 746 วัตต์
ถอดรหัสความแตกต่างของ “แรงม้า”: ทำไมต้องมีหลายหน่วย?
หลายท่านอาจสงสัยว่า เมื่อหน่วยแรงม้าเป็นที่เข้าใจกันดีอยู่แล้ว เหตุใดจึงต้องมีการเปลี่ยนมาใช้กิโลวัตต์ สาเหตุสำคัญอยู่ที่ความไม่สอดคล้องกันของ “แรงม้า” ในแต่ละภูมิภาค การอ่านนิตยสารรถยนต์ต่างประเทศ อาจเคยพบเห็นตัวย่อที่หลากหลาย เช่น HP (Horsepower) ในสหรัฐอเมริกา, BHP (Brake Horsepower) ในอังกฤษ, PS (Pferdestärke) ในเยอรมนี หรือ CV (Cheval-vapeur) ในฝรั่งเศสและอิตาลี ซึ่งล้วนมีความหมายว่า “แรงม้า”
ความแตกต่างนี้เกิดจากหลักการคำนวณที่ต่างกัน โดยเฉพาะ BHP ของอังกฤษ ที่พยายามนำ “แรงเสียดทาน” ภายในเครื่องยนต์เข้ามาพิจารณา ส่งผลให้ค่าที่ได้น้อยกว่า HP เสมอ โดยประมาณ 1 HP จะเท่ากับ 0.99 BHP หรือน้อยกว่าเล็กน้อย ตัวอย่างเช่น เครื่องยนต์ 300 HP เมื่อแปลงเป็น BHP อาจเหลือราว 296 BHP ซึ่งผู้คนมักจะคุ้นเคยกับค่า HP มากกว่า เพราะดูมีตัวเลขที่สูงกว่า
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อเทียบกับหน่วย PS และ CV ซึ่งอิงตามมาตรฐานเมตริก จะยิ่งเห็นความแตกต่างมากขึ้นไปอีก เนื่องจาก 1 แรงม้าอิมพีเรียลเท่ากับ 746 วัตต์ ในขณะที่ 1 แรงม้าเมตริกมีค่าเท่ากับ 735.5 วัตต์
ดังนั้น เมื่อมีคนบอกว่ารถของเขามีกำลัง 340 แรงม้า อีกคนบอกว่า 335 แรงม้า ไม่ใช่เรื่องที่ต้องเถียงกัน เพราะทั้งหมดขึ้นอยู่กับว่ากำลังนั้นวัดด้วยหน่วยของประเทศใด ตัวอย่างเช่น BMW 540i รหัส G30 ให้กำลัง 250 กิโลวัตต์ หากแปลงเป็นหน่วย PS ที่นิยมในเยอรมนี จะได้ 340 PS แต่หากแปลงเป็น HP ที่ใช้ในสหรัฐอเมริกา จะอยู่ที่ 335 HP เท่านั้น
การปฏิวัติสมรรถนะ: พลังไฟฟ้าเปลี่ยนเกม
ภายหลังจากการทำความเข้าใจหน่วยวัดกำลังที่หลากหลายแล้ว เราจะมาเจาะลึกถึง “ยุคสมัยแห่งพละกำลัง” ที่กำลังพลิกโฉมอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการมาถึงของรถยนต์ไฟฟ้า
เมื่อเดือนกันยายน 2566 ตลาดรถยนต์ไทยได้ตื่นตะลึงกับการเปิดตัว BYD SEAL รุ่นท็อป PERFORMANCE ที่มาพร้อมมอเตอร์ไฟฟ้าคู่ ให้กำลังสูงถึง 390 กิโลวัตต์ หรือ 530 แรงม้า (PS) ในราคา 1.59 ล้านบาท ซึ่งหากคำนวณเป็นราคาต่อ 1 แรงม้า (PS) จะตกเพียง 3,018 บาทเท่านั้น ด้วยแรงบิดมหาศาล 68.3 กก.-ม. และอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 3.8 วินาที นี่คือปรากฏการณ์ที่ทำให้โชว์รูม BYD เต็มไปด้วยลูกค้า
ในเวลาไล่เลี่ยกัน LOTUS ELETRE รถครอสโอเวอร์ SUV ไฟฟ้าสุดไฮเทค ได้เปิดตัวด้วยกำลังมหาศาลถึง 675 กิโลวัตต์ หรือ 904 HP พร้อมแรงบิด 100.4 กก.-ม. และอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 2.95 วินาที แม้ราคาจะสูงถึง 6.59 ล้านบาท แต่เมื่อคำนวณราคาต่อ 1 แรงม้า (HP) ก็ยังอยู่ที่ 7,322 บาท
ลองคิดเล่นๆ ด้วยมาตรฐานราคาของ BYD SEAL หากเราต้องการรถยนต์ที่มีกำลัง 200 แรงม้า (PS) ค่าใช้จ่ายอาจอยู่ที่ประมาณ 603,600 บาทเท่านั้น ! หรือหากใช้มาตรฐานสมรรถนะสูงของ LOTUS ELETRE รถ 200 แรงม้า (HP) อาจมีราคาเพียง 1,464,400 บาท ! นี่แสดงให้เห็นว่า “ราคาของพละกำลัง” ได้ลดลงอย่างมากจากการเปลี่ยนมาใช้มอเตอร์ไฟฟ้าแทนเครื่องยนต์สันดาปภายในอย่างชัดเจน ทุกค่ายรถยนต์ตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงนี้ และในอนาคตเราจะได้เห็นการก้าวกระโดดด้านสมรรถนะ โดยเฉพาะอัตราเร่งและความคล่องตัวในทุกระดับราคาอย่างแน่นอน
Rimac Nevera: ผู้ทลายทุกขีดจำกัดแห่งความเร็ว
ในพิกัดของไฮเปอร์คาร์ พลังไฟฟ้าได้เขียนประวัติศาสตร์หน้าใหม่แห่งสถิติอัตราเร่งไปเรียบร้อยแล้ว ด้วยรถไฟฟ้าจากประเทศโครเอเชีย ในชื่อ Rimac Nevera ไฮเปอร์คาร์ไฟฟ้าสุดล้ำค่าที่มาพร้อมราคาสูงถึง 2 ล้านเหรียญสหรัฐฯ รถคันนี้ได้สร้างสถิติโลกใหม่ถึง 23 รายการในวันเดียว ที่สนาม ATP (Automotive Testing Papenburg) ประเทศเยอรมนี ซึ่งมีทางตรงยาวถึง 4 กิโลเมตร
Rimac Nevera แสดงสมรรถนะเหนือความคาดหมาย ทะยานแตะความเร็วสูงสุด 412 กม./ชม. และเบรกจนหยุดสนิทได้อย่างปลอดภัย (0-400-0 กม./ชม.) ในเวลาเพียง 29.94 วินาที ! ในระหว่างการเร่งความเร็ว รถคันนี้ได้ทำลายสถิติอัตราเร่งของรถโปรดักชันคาร์ในทุกย่านความเร็ว อาทิ:
0-100 กม./ชม.: 1.82 วินาที (เร็วกว่ารถแข่ง F1)
0-200 กม./ชม.: 4.42 วินาที
0-300 กม./ชม.: 9.23 วินาที
0-400 กม./ชม.: 21.32 วินาที
ควอเตอร์ไมล์ (0-402 ม.): 8.26 วินาที
สถิติทั้งหมดนี้ได้รับการบันทึกด้วยเครื่องจับเวลาจากองค์กรอิสระสองแห่ง ได้แก่ Dewesoft และ Racelogic โดยใช้ยาง Michelin Pilot Sport Cup 2 R ซึ่งเป็นยางมาตรฐานจากโรงงาน
เบื้องหลังความสำเร็จ: วิสัยทัศน์ของ Mate Rimac
หัวใจสำคัญของการสร้างสถิติที่น่าทึ่งนี้ มาจากความมุ่งมั่นของ Mate Rimac ประธานบริษัท Rimac ชายหนุ่มอัจฉริยะวัย 35 ปี ชาวโครเอเชีย ผู้มีวิสัยทัศน์อันกว้างไกลว่า “พลังไฟฟ้า คือ พลังแห่งอนาคต” แววนักประดิษฐ์ของเขาปรากฏตั้งแต่สมัยเป็นนักเรียน โดยการแข่งขันด้านนวัตกรรมและประดิษฐ์ถุงมืออัจฉริยะที่สามารถแทนที่คีย์บอร์ดและเมาส์ รวมถึงกระจกมองข้างลดจุดบอด (Active Mirror) ซึ่งได้รับรางวัลระดับนานาชาติ
ความสามารถของเขาเป็นที่ประจักษ์เมื่อครั้งเป็นนักศึกษาอายุ 19 ปี เขาได้ดัดแปลง BMW 3 Series (E30) ให้กลายเป็นรถยนต์ไฟฟ้า และสร้างสถิติโลกมากมาย ด้วยความสามารถที่โดดเด่นนี้ ทำให้เขาได้รับการสนับสนุน จนสามารถสร้างรถต้นแบบ Rimac Concept One ในปี 2011 ขณะอายุเพียง 23 ปี และ Rimac Nevera คือรถยนต์รุ่นที่สองของค่าย
ปัจจุบัน Rimac Automobili ตั้งอยู่ที่เมืองหลวงของโครเอเชีย และเติบโตอย่างก้าวกระโดด มีทีมงานกว่า 1,000 คน และได้รับการลงทุนจากบริษัทยานยนต์ชั้นนำ เช่น Porsche AG, Hyundai, Kia และ Camel Group ซึ่งเป็นผู้ผลิตแบตเตอรี่รายใหญ่ของเอเชีย นอกจากนี้ Rimac ยังเป็นผู้พัฒนาเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้าให้กับบริษัทอื่นๆ อีกมากมาย อาทิ Porsche, Hyundai, Kia, Renault, Jaguar, Aston Martin, SEAT, Koenigsegg และ Automobili Pininfarina ล่าสุด Mate Rimac ได้ก่อตั้งบริษัทร่วมทุน Bugatti Rimac ในปี 2021 ซึ่งเขารับตำแหน่ง CEO
Rimac Nevera: วิศวกรรมแห่งอนาคต
แม้ Rimac Nevera จะไม่ใช่แบรนด์ที่คุ้นหูนัก และมียอดการผลิตที่ไม่มาก แต่ได้รับการผลิตในโรงงานมาตรฐานระดับโลกที่แม้แต่ Bugatti ยังไว้วางใจ โดยหัวใจสำคัญคือแบตเตอรี่ลิเธียม/แมงกานีส/นิกเกิล (LMN) ที่ออกแบบมาเฉพาะสำหรับ Rimac ประกอบด้วยเซลล์ 6,960 เซลล์ ความจุรวม 120 กิโลวัตต์ชั่วโมง (kWh) แตกต่างจากรถยนต์ไฟฟ้าทั่วไปที่มักวางแบตเตอรี่แบบ “สเก็ตบอร์ด” เต็มพื้นรถ Rimac Nevera เลือกออกแบบแบตเตอรี่ให้ยังคงรูปลักษณ์ของไฮเปอร์คาร์เครื่องวางกลางลำไว้ได้ โดยติดตั้งในตำแหน่งเดียวกับเครื่องยนต์และระบบส่งกำลังแบบดั้งเดิม
ด้วยความจุแบตเตอรี่ 120 kWh ทำให้ Rimac Nevera สามารถวิ่งได้ระยะทาง 570 กม. ตามมาตรฐาน WLTP และชาร์จจาก 0-80% ได้ในเวลาเพียง 19 นาที รองรับการชาร์จ DC สูงสุด 500 กิโลวัตต์
ในแง่สมรรถนะ Rimac Nevera เปรียบเสมือน “Megacar” ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า 4 ตัว (คู่หน้า-หลัง) รวมกำลังมหาศาลถึง 1.4 เมกะวัตต์ (1,408 กิโลวัตต์) หรือเทียบเท่า 1,888 HP / 1,914 PS หรืออาจเรียกง่ายๆ ว่า 1,900 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 240.7 กก.-ม. ด้วยพละกำลังขนาดนี้ แม้ตัวรถจะมีน้ำหนักถึง 2,150 กก. ก็สามารถทำสถิติอัตราเร่งอันน่าทึ่งได้อย่างสบาย ในโหมดแรงต้านอากาศต่ำ ตัวรถจะมีสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศเพียง 0.3 แต่เมื่อต้องการชะลอความเร็วฉับพลัน หรือเพิ่มแรงกดอากาศในการเข้าโค้งความเร็วสูง ระบบสปอยเลอร์จะกางออกเพื่อเพิ่มแรงกดได้ถึง 326%
โครงสร้างตัวถังของรถคันนี้เป็นแบบคาร์บอนโมโนค็อก ที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก ด้วยความแข็งแกร่ง 70,000 นิวตัน/องศาการบิด ระบบระบายความร้อนของแบตเตอรี่ก็เป็นหัวใจสำคัญ รถยนต์สมรรถนะสูงเช่นนี้ย่อมเกิดความร้อนจำนวนมาก Rimac จึงไม่เพียงใช้ระบบระบายความร้อนด้วยของเหลวและหม้อน้ำ แต่ยังเพิ่มคอมเพรสเซอร์ระบบปรับอากาศเข้ามาช่วยลดอุณหภูมิแบตเตอรี่ เพื่อให้มั่นใจว่าแบตเตอรี่จะทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพโดยไม่เกิดความร้อนสะสมจนเป็นอันตราย
สถิติในสนาม Nürburgring: บทพิสูจน์ที่เหนือกว่า
นอกเหนือจากสถิติอัตราเร่งและความเร็วสูงสุดที่ทำไว้ที่สนาม ATP แล้ว ในเดือนสิงหาคม 2566 Rimac Nevera ยังได้สร้างประวัติศาสตร์เป็นรถยนต์ไฟฟ้าโปรดักชันที่ทำเวลาต่อรอบในสนาม Nürburgring Nordschleife (ระยะทาง 20.832 กม.) ได้เร็วที่สุด ด้วยเวลา 7:05.298 นาที ซึ่งเร็วกว่า Honda Civic Type R FL5 (7:44.8) และสามารถโค่นสถิติรถไฟฟ้าโปรดักชันอย่าง Tesla Model S Plaid (7:25.23) ที่บันทึกไว้เมื่อเดือนมิถุนายน 2566
อย่างไรก็ตาม สนาม Nürburgring Nordschleife ไม่ได้วัดเพียงความเร็วและอัตราเร่ง แต่ยังรวมถึงความสามารถในการทรงตัวและการชะลอความเร็ว รถไฟฟ้าที่มีน้ำหนัก 2,150 กก. ยังคงมีข้อเสียเปรียบรถยนต์สันดาปภายในที่เบากว่า เมื่อเทียบกับ Porsche 992 GT3 RS (6:44.84) หรือ Mercedes-AMG ONE เจ้าของสถิติสนามปัจจุบัน (6:35.183) เวลาต่อรอบของ Rimac Nevera ยังคงห่างไกลจากรถยนต์พิเศษเหล่านั้น
อนาคตที่สดใส: Robotaxi และเทคโนโลยีขับเคลื่อนอัตโนมัติ
Rimac Automobili ไม่ได้หยุดนิ่งอยู่เพียงแค่การสร้างไฮเปอร์คาร์ที่ทรงพลัง แต่ยังคงเดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้เปิดตัวโปรโตไทป์รถขับเคลื่อนอัตโนมัติในกลุ่ม Robotaxi ภายใต้บริษัทใหม่ชื่อ Verne ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการเข้าสู่ตลาดรถขับเคลื่อนอัตโนมัติและบริการ Ridesharing ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว
Verne วางแผนที่จะเริ่มให้บริการรถ Robotaxi ในเมืองซาเกร็บ ประเทศโครเอเชีย ในปี 2026 ก่อนจะขยายไปยัง 11 เมืองในสหราชอาณาจักร, เยอรมนี, เมืองอื่นๆ ในยุโรป, ตะวันออกกลาง และอีกกว่า 30 เมืองทั่วโลก
การออกแบบ Robotaxi ของ Verne นั้นโดดเด่นและแตกต่าง โดยเป็นรถคูเป้สองที่นั่ง ดีไซน์ล้ำยุค ออกแบบมาเพื่อการขับขี่ไร้คนขับโดยเฉพาะ ไม่มีการติดตั้งพวงมาลัยตั้งแต่ต้น ต่างจากรถที่ดัดแปลงมาจากสายการผลิตทั่วไป การออกแบบที่เน้นความสะดวกสบายและความปลอดภัยของผู้โดยสารทำให้ Verne มีเอกลักษณ์ที่น่าจับตามอง
Mate Rimac ร่วมกับเพื่อนร่วมงานจาก Rimac ก่อตั้ง Verne ขึ้น โดยมีเป้าหมายที่จะนำเสนอเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำและนวัตกรรมที่เปลี่ยนแปลงโลก ชื่อ Verne ได้รับแรงบันดาลใจจากนักเขียนนิยายวิทยาศาสตร์ชื่อดัง Jules Verne เพื่อสะท้อนวิสัยทัศน์ของบริษัท
แม้ Rimac จะยังไม่เปิดเผยรายละเอียดระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าของ Verne แต่ให้ข้อมูลว่ารถรุ่นนี้พัฒนาบนแพลตฟอร์มที่ยืดหยุ่นสูง สามารถปรับขนาดได้ตามความเหมาะสมของพื้นที่ให้บริการ และใช้เทคโนโลยีขับเคลื่อนอัตโนมัติจาก Mobileye ที่ประกอบด้วยกล้อง เรดาร์ LiDAR และเซ็นเซอร์ต่างๆ
Rimac Nevera คือตัวแทนแห่งยุคสมัยใหม่ของสมรรถนะยานยนต์ ที่พิสูจน์ให้เห็นถึงศักยภาพอันไร้ขีดจำกัดของพลังงานไฟฟ้า มันไม่ใช่เพียงแค่รถยนต์ แต่มันคือสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนแปลง คือแรงผลักดันที่จะยกระดับยานยนต์ในอนาคตให้ก้าวไปสู่อีกระดับ ทั้งในแง่ของความเร็ว ประสิทธิภาพ และความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
หากท่านคือผู้ที่หลงใหลในเทคโนโลยีแห่งอนาคต และต้องการสัมผัสประสบการณ์การขับขี่เหนือระดับที่ Rimac Automobili กำลังสร้างสรรค์ อย่าพลาดที่จะติดตามข่าวสารและความก้าวหน้าของพวกเขา หรือหากท่านเป็นธุรกิจที่ต้องการยกระดับการขนส่งด้วยโซลูชันเทคโนโลยีไฟฟ้าสุดล้ำ การร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญอย่าง Rimac อาจเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดสำหรับอนาคตของท่าน