![[ครบชุด] T2503086 กจ างอวดด Ep.2 (ตอนจบ)](https://filmthai.thocahouse.vn/wp-content/uploads/2026/03/fb_natural_20260326_145454.jpg)
Rimac Nevera: นิยามใหม่แห่งขุมพลังไฟฟ้า สู่ยุคทองของไฮเปอร์คาร์
ในโลกยานยนต์ที่การพัฒนาอย่างก้าวกระโดดได้กลายเป็นเรื่องปกติในทุกวันนี้ ชื่อของ Rimac Automobili ได้ถูกสลักไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ในฐานะผู้ท้าทายขีดจำกัดของเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้า และ Rimac Nevera คือผลงานชิ้นโบว์แดงที่ยืนยันความสามารถนั้น ในฐานะผู้ที่คร่ำหวอดในอุตสาหกรรมยานยนต์มากว่าทศวรรษ ผมได้เห็นการเปลี่ยนแปลงมากมาย แต่การถือกำเนิดของ Rimac Nevera นั้นเปรียบเสมือนการประกาศศักดาของยุคสมัยใหม่แห่งพละกำลังที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าอย่างแท้จริง
การถอดรหัส “แรงม้า”: จาก Imperial สู่ SI และความหลากหลายที่น่าสงสัย
ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา “แรงม้า” (Horsepower – HP) เป็นหน่วยวัดที่คุ้นเคยกันดีในวงการยานยนต์ สะท้อนถึงกำลังของเครื่องยนต์ที่สามารถทำงานได้เทียบเท่าม้าจำนวนหนึ่ง แต่ในยุคแห่งเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าที่รุดหน้าอย่างรวดเร็ว หน่วยวัดมาตรฐานสากลอย่างกิโลวัตต์ (kW) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของระบบหน่วยวัดระหว่างประเทศ (SI) ได้รับความนิยมและถูกนำมาใช้มากขึ้น โดยเฉพาะในตลาดยุโรป อย่างไรก็ตาม การแปลงหน่วยระหว่าง HP และ kW ก็ไม่ใช่เรื่องซับซ้อน 1 แรงม้า (HP) โดยประมาณจะเท่ากับ 0.746 กิโลวัตต์ (kW) หรือกลับกัน 1 กิโลวัตต์ (kW) จะเท่ากับประมาณ 1.34 แรงม้า (HP)
ต้นกำเนิดของหน่วย “แรงม้า” นั้นย้อนกลับไปในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม ซึ่ง James Watt นักประดิษฐ์ชาวสกอตแลนด์ ได้นิยามกำลังที่ม้าสามารถทำงานได้ว่า สามารถยกน้ำหนัก 550 ปอนด์ ได้สูงขึ้น 1 ฟุต ในเวลา 1 วินาที ซึ่งเป็นหน่วยที่มาจากระบบ Imperial ที่นิยมใช้ในสหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกาในอดีต แต่ในปัจจุบัน สหราชอาณาจักรได้ปรับมาใช้ระบบเมตริกที่เป็นสากลมากขึ้นแล้ว
สิ่งที่น่าสนใจและอาจทำให้เกิดความสับสนคือความหลากหลายของหน่วย “แรงม้า” ที่ใช้ในแต่ละประเทศ แม้จะมีความหมายเดียวกัน แต่ตัวเลขอาจแตกต่างกันไป อาทิ ในสหรัฐอเมริกาจะใช้ HP (Horsepower) ขณะที่สหราชอาณาจักรอาจเห็นหน่วย BHP (Brake Horsepower) ซึ่งมีการคิดรวมปัจจัยเรื่องแรงเสียดทานภายในเครื่องยนต์เข้าไปด้วย ทำให้ค่า BHP มักจะต่ำกว่า HP เล็กน้อย (ประมาณ 0.99 BHP ต่อ 1 HP) ส่วนในเยอรมนีใช้ PS (Pferdestärke) และในฝรั่งเศสและอิตาลีใช้ CV (Chevaux-Vapeur) ซึ่งทั้ง PS และ CV นั้นมีพื้นฐานการคำนวณมาจากระบบเมตริก โดย 1 แรงม้าแบบเมตริกจะเท่ากับ 735.5 วัตต์ ในขณะที่ 1 แรงม้าแบบ Imperial เท่ากับ 746 วัตต์ ความแตกต่างนี้อธิบายได้ว่าเหตุใดรถยนต์รุ่นเดียวกัน อาจมีตัวเลขแรงม้าที่ระบุแตกต่างกันไปตามหน่วยที่ใช้
ยุคทองแห่งพละกำลังไฟฟ้า: BYD Seal, Lotus Eletre และ Rimac Nevera
การเปลี่ยนแปลงสู่ยุคแห่งพละกำลังไฟฟ้าเห็นได้ชัดเจนจากการเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้าที่น่าประทับใจหลายรุ่น ในปี 2023 ที่ผ่านมา BYD SEAL ในรุ่น Performance สองมอเตอร์ สร้างความฮือฮาในตลาดด้วยกำลัง 390 กิโลวัตต์ หรือประมาณ 530 แรงม้า (PS) ด้วยราคาที่เข้าถึงได้เพียง 1.59 ล้านบาท และอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 3.8 วินาที สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของรถยนต์ไฟฟ้าในระดับ Mass Market
ในขณะเดียวกัน Lotus Eletre ซูเปอร์ครอสโอเวอร์ SUV พลังไฟฟ้า ได้เปิดตัวด้วยสมรรถนะที่สูงขึ้นไปอีกขั้น ด้วยกำลัง 675 กิโลวัตต์ หรือ 904 แรงม้า (HP) พร้อมอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 2.95 วินาที แม้จะมีราคาสูงถึง 6.59 ล้านบาท แต่ก็แสดงให้เห็นถึงการก้าวกระโดดของเทคโนโลยีพลังงานไฟฟ้าในกลุ่มรถยนต์สมรรถนะสูง
เมื่อนำตัวเลขเหล่านี้มาคำนวณเล่นๆ จะเห็นว่า “ราคาของพละกำลัง” ได้ถูกลงอย่างมีนัยสำคัญ การใช้มอเตอร์ไฟฟ้าแทนเครื่องยนต์สันดาปภายใน ทำให้การผลิตรถยนต์ที่มีพละกำลังสูงกลายเป็นเรื่องที่เป็นไปได้มากขึ้นสำหรับผู้บริโภคในหลากหลายระดับราคา และนี่คือแนวโน้มที่ทุกค่ายรถยนต์ต่างตระหนักดี เราจะได้เห็นการพัฒนาด้านสมรรถนะ โดยเฉพาะอัตราเร่งและอัตราเร่งแซง ที่จะกลายเป็นคุณสมบัติมาตรฐานในรถยนต์ทุกระดับราคาอย่างแน่นอน
Rimac Nevera: สถิติใหม่ที่ถูกสร้างขึ้นบนผืนถนน
ในพิกัดของไฮเปอร์คาร์ไฟฟ้า Rimac Nevera คือผู้ที่กำลังเขียนประวัติศาสตร์บทใหม่ ด้วยการทำลายสถิติโลกด้านอัตราเร่งไปถึง 23 รายการภายในวันเดียว ณ สนาม Automotive Testing Papenburg (ATP) ประเทศเยอรมนี ซึ่งเป็นสนามทดสอบที่มีทางตรงยาวถึง 4 กิโลเมตร Nevera ทะยานแตะความเร็วสูงสุด 412 กม./ชม. และสามารถเบรกหยุดสนิทได้อย่างปลอดภัยในเวลาเพียง 29.94 วินาที สำหรับการทดสอบ 0-400-0 กม./ชม.
การทำลายสถิติไม่ได้หยุดเพียงแค่นั้น Nevera แสดงศักยภาพอันน่าทึ่งในการทำอัตราเร่งในทุกช่วงความเร็ว:
0-100 กม./ชม. ในเวลา 1.82 วินาที (เร็วกว่ารถแข่ง Formula 1)
0-200 กม./ชม. ในเวลา 4.42 วินาที
0-300 กม./ชม. ในเวลา 9.23 วินาที
0-400 กม./ชม. ในเวลา 21.32 วินาที
ควอเตอร์ไมล์ (0-402 เมตร) ในเวลาเพียง 8.26 วินาที
สถิติเหล่านี้ได้รับการยืนยันจากองค์กรอิสระสองแห่ง ได้แก่ Dewesoft และ Racelogic โดยรถใช้ยาง Michelin Pilot Sport Cup 2 R ซึ่งเป็นยางมาตรฐานจากโรงงาน
Mate Rimac: อัจฉริยะเบื้องหลัง Rimac Nevera
หัวใจสำคัญของความสำเร็จนี้คือ Mate Rimac ประธานบริษัท Rimac Automobili ชายหนุ่มชาวโครเอเชียวัย 35 ปี ผู้เปี่ยมด้วยวิสัยทัศน์ “พลังไฟฟ้า คือ พลังแห่งอนาคต” แววแห่งนักประดิษฐ์ของเขาฉายชัดมาตั้งแต่สมัยเป็นนักเรียน ด้วยผลงานที่ได้รับรางวัลระดับนานาชาติมากมาย ตั้งแต่ถุงมืออัจฉริยะ ไปจนถึงกระจกมองข้างลดจุดบอด
จุดเปลี่ยนสำคัญคือเมื่อเขาอายุ 19 ปี ขณะเป็นนักศึกษา เขาได้ดัดแปลง BMW 3 Series E30 สองประตู ให้กลายเป็นรถยนต์ไฟฟ้า และสามารถสร้างสถิติโลกสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าได้หลายรายการ ความสามารถนี้ดึงดูดนักลงทุน ทำให้เขาเริ่มพัฒนา Concept One ซึ่งเป็นรถต้นแบบรุ่นแรกของ Rimac ในปี 2011 ขณะมีอายุเพียง 23 ปี และ Nevera คือรถรุ่นที่สองที่สืบทอดเจตนารมณ์นั้น
ปัจจุบัน Rimac Automobili เป็นบริษัทที่เติบโตอย่างมหาศาล มีพนักงานกว่า 1,000 คน และได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากบริษัทรถยนต์ชั้นนำอย่าง Porsche AG, Hyundai, Kia และ Camel Group นอกจากนี้ Rimac ยังมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยีระบบส่งกำลังไฟฟ้าให้กับบริษัทอื่นๆ อีกมากมาย เช่น Porsche, Hyundai, Kia, Renault, Jaguar, Aston Martin, Seat, Koenigsegg และ Automobili Pininfarina รวมถึงการร่วมทุนกับ Bugatti ในนาม Bugatti Rimac โดย Mate Rimac ทำหน้าที่เป็น CEO
หัวใจของ Rimac Nevera: เทคโนโลยีแห่งอนาคต
แม้ Rimac Nevera อาจไม่ได้เป็นแบรนด์ที่คุ้นหูเท่าแบรนด์รถหรูอื่น ๆ แต่ด้วยการผลิตในโรงงานมาตรฐานระดับโลก รับประกันคุณภาพในทุกชิ้นส่วน Nevera ขับเคลื่อนด้วยระบบแบตเตอรี่ลิเธียม/แมงกานีส/นิกเกิล (LMN) ที่ออกแบบมาโดยเฉพาะ มีจำนวน 6,960 เซลล์ และความจุรวม 120 กิโลวัตต์-ชั่วโมง (kWh) การออกแบบแบตเตอรี่วางแนวราบเต็มพื้นรถ หรือที่เรียกว่า “สเก็ตบอร์ด” แต่ Rimac สามารถรักษาเส้นสายของความเป็นไฮเปอร์คาร์เครื่องวางกลางลำไว้ได้อย่างสวยงาม
ด้วยแบตเตอรี่ความจุ 120 kWh นี้ Rimac Nevera สามารถวิ่งได้ระยะทางสูงสุด 570 กม. ตามมาตรฐาน WLTP และใช้เวลาชาร์จเพียง 19 นาที จาก 0-80% โดยรองรับการชาร์จ DC สูงสุด 500 กิโลวัตต์
ในแง่ของสมรรถนะ Nevera สามารถนิยามได้ว่าเป็น “Megacar” ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า 4 ตัว (คู่หน้า-หลัง) ที่รวมกันให้กำลังสูงสุดถึง 1.4 เมกะวัตต์ หรือ 1,408 กิโลวัตต์ (ประมาณ 1,888 HP หรือ 1,914 PS) พร้อมแรงบิดมหาศาลถึง 240.7 กก.-ม. แม้จะมีน้ำหนักตัวถึง 2,150 กก. แต่ก็สามารถทำอัตราเร่งที่น่าทึ่งได้อย่างสบาย
ระบบแอโรไดนามิกของ Nevera ได้รับการออกแบบอย่างพิถีพิถัน ในโหมดแรงต้านอากาศต่ำ สัมประสิทธิ์แรงต้านมีเพียง 0.3 แต่เมื่อต้องการชะลอความเร็วอย่างกะทันหัน หรือเข้าโค้งด้วยความเร็วสูง ระบบสปอยเลอร์จะทำงานเพื่อเพิ่มแรงกดอากาศได้มากกว่าเดิมถึง 326%
โครงสร้างตัวถังแบบคาร์บอนโมโนค็อกของ Nevera ถือเป็นหนึ่งในโครงสร้างที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก ด้วยความแข็งแรง 70,000 นิวตัน/องศาการบิด ระบบระบายความร้อนของแบตเตอรี่เป็นหัวใจสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับรถยนต์สมรรถนะสูงที่ต้องปลดปล่อยพลังงานจำนวนมาก นอกจากระบบระบายความร้อนด้วยของเหลวและหม้อน้ำแล้ว ยังมีการนำคอมเพรสเซอร์ระบบปรับอากาศมาช่วยลดอุณหภูมิแบตเตอรี่ เพื่อให้มั่นใจว่าแบตเตอรี่จะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดและปลอดภัย
Rimac Nevera กับสนาม Nürburgring
นอกเหนือจากสถิติอัตราเร่งและการทดสอบที่ ATP แล้ว Rimac Nevera ยังเป็นเจ้าของสถิติเวลาต่อรอบที่เร็วที่สุดสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าโปรดักชัน ณ สนาม Nürburgring Nordschleife ความยาว 20.832 กม. ด้วยเวลา 7:05.298 นาที ซึ่งเร็วกว่า Honda Civic Type R FL5 (7:44.8 นาที) และ Tesla Model S Plaid (7:25.23 นาที) ที่เคยทำไว้
อย่างไรก็ตาม สนาม Nürburgring Nordschleife ไม่ได้ทดสอบเพียงแค่ความเร็วและอัตราเร่ง แต่ยังรวมถึงความสามารถในการทรงตัวและการเบรก รถยนต์ไฟฟ้าที่มีน้ำหนัก 2,150 กก. ยังคงเสียเปรียบรถยนต์สันดาปภายในที่เบากว่า หากเทียบกับรถที่ออกแบบมาเพื่อการแข่งขันในสนามโดยเฉพาะอย่าง Porsche 992 GT3 RS (6:44.84 นาที) หรือ Mercedes-AMG ONE (6:35.183 นาที) เวลาต่อรอบของ Nevera ก็ยังคงมีช่องว่างให้พัฒนา
อนาคตที่ขับเคลื่อนด้วย Rimac
Rimac Nevera ไม่เพียงแต่เป็นไฮเปอร์คาร์ไฟฟ้าที่น่าตื่นตาตื่นใจ แต่ยังเป็นเสมือนหัวหอกที่จะขับเคลื่อนการพัฒนารถสปอร์ตและรถยนต์ประเภทอื่นๆ ให้มีสมรรถนะก้าวกระโดดในยุคต่อไป เทคโนโลยีและวิสัยทัศน์ของ Mate Rimac ได้เปิดประตูสู่ความเป็นไปได้ใหม่ๆ ในโลกยานยนต์ และเรากำลังจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงที่น่าทึ่งยิ่งขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้
ก้าวต่อไปสู่โลก Robotaxi แห่งอนาคต
Rimac Automobili ไม่ได้หยุดเพียงแค่การสร้างไฮเปอร์คาร์ แต่ยังมองไปถึงอนาคตของการเดินทาง ด้วยการเปิดตัวโปรโตไทป์รถขับเคลื่อนอัตโนมัติในกลุ่ม Robotaxi ภายใต้บริษัทใหม่ชื่อ Verne บริษัทนี้ก่อตั้งโดย Mate Rimac ร่วมกับทีมงานผู้เชี่ยวชาญจาก Rimac Automobili โดยมีเป้าหมายที่จะให้บริการรถ Robotaxi ในเมือง Zagreb ประเทศโครเอเชีย ภายในปี 2026 ก่อนขยายไปยังเมืองต่างๆ ทั่วโลก
Verne มุ่งมั่นที่จะสร้างประสบการณ์การเดินทางที่สะดวกสบายและปลอดภัย โดยการออกแบบรถที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว เป็นรถคูเป้สองที่นั่ง หน้าลาด ท้ายตัด ที่ไม่มีพวงมาลัยตั้งแต่ต้น การเรียกใช้บริการจะทำผ่านแอปพลิเคชัน และผู้โดยสารสามารถตั้งค่าสภาพแวดล้อมภายในห้องโดยสารล่วงหน้าได้ ไม่ว่าจะเป็นแสง อุณหภูมิ หรือกลิ่นหอม
การก้าวเข้าสู่ตลาด Robotaxi นี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ Rimac Automobili ในการนำเสนอเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยและนวัตกรรมที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าของการคมนาคมทั่วโลก
หากคุณคือผู้ที่ชื่นชอบในสมรรถนะขั้นสุดยอด และต้องการสัมผัสประสบการณ์การขับขี่แห่งอนาคต การทำความเข้าใจถึงเทคโนโลยีที่อยู่เบื้องหลัง Rimac Nevera และทิศทางของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า จะช่วยให้คุณไม่พลาดทุกการพัฒนาที่น่าตื่นเต้นนี้ หากต้องการทราบข้อมูลเชิงลึก หรือต้องการปรึกษาเกี่ยวกับการลงทุนในเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า สามารถติดต่อเราได้เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญนี้