![[ครบชุด] T2503084 ตำแหน งผ ดการท องแลกด วย...ช Ep.2 (ตอนจบ)](https://filmthai.thocahouse.vn/wp-content/uploads/2026/03/fb_natural_20260326_145423.jpg)
Rimac Nevera: กำเนิดแห่งพละกำลังยุคใหม่ สู่การปฏิวัติอุตสาหกรรมยานยนต์
ในฐานะผู้ที่คลุกคลีอยู่ในวงการยานยนต์มานานกว่าทศวรรษ ผมได้เห็นการเปลี่ยนแปลงที่น่าทึ่งมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขอบเขตของสมรรถนะและพละกำลังของรถยนต์ จากยุคที่ “แรงม้า” คือมาตรฐานสูงสุดที่ผู้บริโภคให้ความสนใจ มาสู่ปัจจุบันที่หน่วยวัดสากลอย่างกิโลวัตต์ (kW) เข้ามามีบทบาทสำคัญ เทคโนโลยีได้ผลักดันขีดจำกัดของสิ่งที่เราเคยคิดว่าเป็นไปไม่ได้ให้กลายเป็นจริง และ ณ จุดนี้เอง ที่ Rimac Nevera ไม่ใช่แค่รถยนต์ แต่คือสัญลักษณ์แห่งยุคสมัยแห่งพละกำลังที่แท้จริง
การวัดพละกำลัง: จาก Imperial สู่ Metric และความสับสนที่ปลายทาง
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา “แรงม้า” (Horsepower – HP) เป็นหน่วยวัดพละกำลังที่คุ้นเคยและเข้าใจง่ายสำหรับผู้คนทั่วโลก แนวคิดเบื้องหลังหน่วยนี้มาจากผลงานของ James Watt ที่เปรียบเทียบกำลังของเครื่องจักรไอน้ำกับแรงของม้า โดย 1 แรงม้าถูกนิยามว่าเท่ากับความสามารถในการยกน้ำหนัก 550 ปอนด์ ขึ้นไป 1 ฟุต ในเวลา 1 วินาที ซึ่งเป็นหน่วยในระบบ Imperial ที่นิยมใช้กันในสหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกา
อย่างไรก็ตาม เมื่อเทคโนโลยีก้าวหน้าและเกิดการรวมตลาดในระดับสากลมากขึ้น ความจำเป็นในการใช้หน่วยวัดที่เป็นมาตรฐานเดียวกันก็ปรากฏขึ้น ในยุโรปและหลายภูมิภาคทั่วโลก ได้หันมาใช้หน่วยกิโลวัตต์ (kW) ตามระบบ SI (International System of Units) ซึ่งเป็นหน่วยมาตรฐานสากลในการวัดกำลังไฟฟ้าและกำลังเครื่องยนต์ ความสัมพันธ์ระหว่างสองหน่วยนี้คือ 1 แรงม้า เท่ากับ 0.746 กิโลวัตต์ หรือ 1 กิโลวัตต์ เท่ากับประมาณ 1.34 แรงม้า
แต่เรื่องราวความซับซ้อนไม่ได้จบเพียงแค่นั้น เพราะคำว่า “แรงม้า” เองก็มีความแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ ตัวอย่างเช่น:
HP (Horsepower): หน่วยแรงม้าที่นิยมใช้ในสหรัฐอเมริกา
BHP (Brake Horsepower): หน่วยนี้พิจารณาถึงแรงเสียดทานภายในเครื่องยนต์ด้วย ทำให้ค่าที่ได้ต่ำกว่า HP เล็กน้อย (ประมาณ 1 HP ≈ 0.99 BHP)
PS (Pferdestärke): หน่วยแรงม้าตามมาตรฐาน Metric ที่ใช้ในเยอรมนี
CV (Cheval-Vapeur): หน่วยแรงม้าตามมาตรฐาน Metric ที่ใช้ในฝรั่งเศสและอิตาลี
ความแตกต่างเหล่านี้เกิดขึ้นจากการที่แต่ละประเทศมีวิธีการคำนวณที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งระหว่างระบบ Imperial และ Metric:
1 แรงม้า Imperial = 746 วัตต์
1 แรงม้า Metric (PS/CV) = 735.5 วัตต์
ดังนั้น หากรถยนต์คันหนึ่งมีกำลัง 250 กิโลวัตต์ อาจถูกแสดงเป็น 340 PS ในเยอรมนี หรือ 335 HP ในสหรัฐอเมริกา นี่คือเหตุผลที่บางครั้งเกิดความสับสนเมื่อพูดคุยถึงตัวเลขแรงม้าของรถยนต์ต่างค่ายหรือต่างสัญชาติ
ยุคใหม่แห่งพละกำลัง: รถยนต์ไฟฟ้าที่เปลี่ยนเกม
ตลอดช่วงปีที่ผ่านมา ตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ได้เติบโตอย่างก้าวกระโดด และได้นำพาความหมายของ “พละกำลัง” ไปสู่ระดับใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน เราได้เห็นการเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้าที่สามารถสร้างแรงม้าและอัตราเร่งที่น่าทึ่ง โดยมีราคาที่เข้าถึงได้มากขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ
ยกตัวอย่างเช่น BYD Seal ที่เปิดตัวในประเทศไทย ด้วยรุ่นท็อป Performance ขับเคลื่อนสี่ล้อ (Dual Motor) ให้กำลังสูงสุดถึง 390 กิโลวัตต์ หรือประมาณ 530 แรงม้า (PS) ด้วยสนนราคา 1.59 ล้านบาท คำนวณแล้วมีราคาต่อแรงม้าเพียงประมาณ 3,000 บาทเท่านั้น! ด้วยแรงบิดมหาศาล 68.3 กก.-ม. และอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 3.8 วินาที ทำให้ Seal กลายเป็นปรากฏการณ์ที่ดึงดูดผู้บริโภคจำนวนมาก
ในระดับที่สูงขึ้นไปอีก Lotus Eletre ซูเปอร์ SUV ไฟฟ้า ได้สร้างความฮือฮาด้วยพละกำลัง 675 กิโลวัตต์ หรือ 904 แรงม้า (HP) แรงบิด 100.4 กก.-ม. และอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 2.95 วินาที แม้ราคาจะสูงถึง 6.59 ล้านบาท แต่เมื่อคำนวณราคาต่อแรงม้า (HP) ก็ยังอยู่ที่ประมาณ 7,300 บาทต่อแรงม้า
หากลองจินตนาการถึงราคาของพละกำลังที่ได้จากรถยนต์ไฟฟ้าเหล่านี้ หากเราต้องการรถยนต์ระดับ 200 แรงม้า โดยใช้มาตรฐานราคาต่อแรงม้าของ BYD Seal จะมีราคาเพียงประมาณ 603,600 บาทเท่านั้น! หรือหากใช้มาตรฐานของ Lotus Eletre ก็จะมีราคาประมาณ 1,464,400 บาท นี่คือการเปลี่ยนแปลงที่ชี้ให้เห็นว่า พละกำลังที่เคยเป็นคุณสมบัติของรถยนต์สมรรถนะสูงราคาแพง กำลังจะกลายเป็นสิ่งที่สามารถเข้าถึงได้ในรถยนต์ทุกระดับราคาในอนาคตอันใกล้
Rimac Nevera: นิยามใหม่ของไฮเปอร์คาร์ไฟฟ้า
แต่หากจะพูดถึงสุดยอดแห่งพละกำลัง และสถิติอันน่าทึ่งในปัจจุบัน ชื่อของ Rimac Nevera จะต้องถูกกล่าวถึงเสมอ รถไฮเปอร์คาร์ไฟฟ้าสัญชาติโครเอเชียคันนี้ ได้เขียนประวัติศาสตร์ใหม่ให้กับวงการยานยนต์ ด้วยการทลายสถิติโลกถึง 23 รายการ ในวันเดียว ณ สนามทดสอบ Automotive Testing Papenburg (ATP) ในประเทศเยอรมนี
Rimac Nevera ไม่เพียงแต่เร็ว แต่ยังมีความสามารถรอบด้านที่น่าประทับใจ:
อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม.: ทำได้ในเวลาเพียง 1.82 วินาที เร็วกว่ารถแข่ง Formula 1!
อัตราเร่ง 0-200 กม./ชม.: 4.42 วินาที
อัตราเร่ง 0-300 กม./ชม.: 9.23 วินาที
อัตราเร่ง 0-400 กม./ชม.: 21.32 วินาที
อัตราเร่ง 0-400-0 กม./ชม.: รวมเวลาในการเร่งความเร็วสูงสุดและเบรกจนหยุดสนิท ทำได้ใน 29.94 วินาที!
ความเร็วสูงสุด: ทะยานไปถึง 412 กม./ชม.
ระยะทางควอร์เตอร์ไมล์ (402 เมตร): 8.26 วินาที
สถิติเหล่านี้ถูกบันทึกโดยองค์กรอิสระอย่าง Dewesoft และ Racelogic โดยใช้ยาง Michelin Pilot Sport Cup 2 R ที่เป็นยางมาตรฐานจากโรงงาน
Mate Rimac: อัจฉริยะเบื้องหลังความสำเร็จ
เบื้องหลังความสำเร็จอันน่าทึ่งของ Rimac Nevera คือวิสัยทัศน์ของ Mate Rimac ชายหนุ่มอัจฉริยะชาวโครเอเชีย ผู้ก่อตั้งและ CEO ของ Rimac Automobili ตั้งแต่ยังเป็นนักเรียน Rimac แสดงให้เห็นถึงพรสวรรค์ด้านนวัตกรรม ด้วยการประดิษฐ์ถุงมืออัจฉริยะที่ควบคุมคอมพิวเตอร์ได้ และกระจกมองข้างที่ลดจุดบอด (Active Mirror) ซึ่งได้รับรางวัลระดับนานาชาติ
จุดเปลี่ยนที่ทำให้เขาโด่งดังคือ ในวัย 19 ปี Rimac ได้ดัดแปลงรถ BMW 3 Series (E30) คูเป้ของเขาให้กลายเป็นรถยนต์ไฟฟ้า และสามารถทำลายสถิติโลกสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าได้หลายรายการ ความสามารถนี้ดึงดูดนักลงทุน และนำไปสู่การก่อตั้ง Rimac Automobili โดยรถต้นแบบรุ่นแรกคือ Concept One ที่เปิดตัวในปี 2011 เมื่อเขามีอายุเพียง 23 ปี และ Rimac Nevera คือรถรุ่นที่สองที่พัฒนาต่อยอดมาจากวิสัยทัศน์นั้น
ปัจจุบัน Rimac Automobili เติบโตอย่างมหาศาล มีพนักงานกว่า 1,000 คน และได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากบริษัทยานยนต์ชั้นนำอย่าง Porsche AG, Hyundai, Kia และ Camel Group Rimac ไม่เพียงแต่ผลิตไฮเปอร์คาร์ไฟฟ้าของตนเอง แต่ยังเป็นผู้พัฒนาเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้าให้กับแบรนด์ชั้นนำอื่น ๆ ทั่วโลก เช่น Porsche, Hyundai, Kia, Renault, Jaguar, Aston Martin, Seat, Koenigsegg, Automobili Pininfarina และที่สำคัญคือ การร่วมทุนกับ Bugatti ก่อตั้งเป็น Bugatti Rimac ซึ่ง Mate Rimac ดำรงตำแหน่ง CEO
เทคโนโลยีสุดล้ำของ Rimac Nevera
Rimac Nevera ไม่ใช่แค่รถที่เร็ว แต่คือผลลัพธ์ของการผสมผสานวิศวกรรมขั้นสูงและเทคโนโลยีแห่งอนาคต:
โครงสร้าง Carbon Monocoque: โครงสร้างเปลือกรถทำจากคาร์บอนไฟเบอร์ชิ้นเดียว ซึ่งมีความแข็งแกร่งที่สุดในโลก ด้วยความแข็งแกร่งถึง 70,000 นิวตัน/องศาการบิด
แบตเตอรี่ LMN (Lithium-Manganese-Nickel): แบตเตอรี่ที่ออกแบบมาโดยเฉพาะสำหรับ Rimac ประกอบด้วยเซลล์ 6,960 เซลล์ มีความจุรวม 120 กิโลวัตต์ชั่วโมง (kWh) การออกแบบยังคงรักษาเส้นสายของรถไฮเปอร์คาร์เครื่องวางกลางลำไว้ได้ โดยไม่ได้วางแผ่เต็มพื้นรถเหมือนรถ EV ทั่วไป
ระยะทางวิ่งและเวลาชาร์จ: ด้วยแบตเตอรี่ 120 kWh สามารถวิ่งได้ไกลถึง 570 กม. (มาตรฐาน WLTP) และชาร์จจาก 0-80% ได้ในเวลาเพียง 19 นาที ด้วยการรองรับการชาร์จ DC สูงสุด 500 กิโลวัตต์
ระบบขับเคลื่อนไฟฟ้า (Powertrain): มอเตอร์ไฟฟ้า 4 ตัว (2 คู่หน้า-หลัง) ให้กำลังรวม 1,408 กิโลวัตต์ หรือประมาณ 1,888 แรงม้า (HP) / 1,914 แรงม้า (PS) แรงบิดมหาศาลถึง 240.7 กก.-ม. แม้รถจะมีน้ำหนัก 2,150 กก. แต่ก็สามารถทำอัตราเร่งที่น่าทึ่งได้
Aerodynamics: มีค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศต่ำเพียง 0.3 ในโหมดปกติ แต่เมื่อต้องการชะลอความเร็ว หรือเพิ่มแรงกดอากาศเพื่อเข้าโค้ง ระบบสปอยเลอร์จะทำงานอัตโนมัติ เพิ่มแรงกดได้มากกว่าเดิมถึง 326%
ระบบระบายความร้อนแบตเตอรี่: นอกจากการใช้ของเหลวและแผงหม้อน้ำแล้ว ยังมีการใช้คอมเพรสเซอร์ระบบปรับอากาศเพื่อควบคุมอุณหภูมิแบตเตอรี่ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมอย่างต่อเนื่อง
สถิติในสนาม Nürburgring: บทพิสูจน์สมรรถนะรอบด้าน
นอกจากสถิติอัตราเร่งและความเร็วสูงสุด Rimac Nevera ยังได้พิสูจน์ตัวเองในสนามทดสอบที่โหดที่สุดแห่งหนึ่งของโลกอย่าง Nürburgring Nordschleife (20.832 กม.) โดยทำเวลาต่อรอบได้เร็วที่สุดสำหรับรถโปรดักชันไฟฟ้า ด้วยเวลา 7:05.298 นาที ทำลายสถิติเดิมของ Tesla Model S Plaid (7:25.23) และยังเร็วกว่า Honda Civic Type R FL5 (7:44.8)
อย่างไรก็ตาม แม้ Rimac Nevera จะทำเวลาได้อย่างน่าประทับใจ แต่เมื่อเทียบกับรถยนต์ที่ออกแบบมาเพื่อการแข่งขันในสนามโดยเฉพาะอย่าง Porsche 992 GT3 RS (6:44.84) หรือ Mercedes-AMG ONE (6:35.183) ซึ่งเบากว่าและมีแอร์โรไดนามิกส์ที่ปรับแต่งมาเพื่อการนี้โดยเฉพาะ ก็ยังคงมีช่องว่างอยู่บ้าง นี่คือข้อจำกัดที่รถไฟฟ้าที่มีน้ำหนักมาก ยังคงต้องเผชิญ
Rimac Automobili: ก้าวสู่การขับเคลื่อนอัตโนมัติและอนาคตของบริการขนส่ง
ไม่เพียงแต่การสร้างไฮเปอร์คาร์ไฟฟ้าที่ล้ำสมัย Rimac Automobili ยังเดินหน้าสู่ก้าวต่อไปด้วยการเปิดตัว Verne บริษัทใหม่ที่มุ่งพัฒนา Robotaxi หรือแท็กซี่ไร้คนขับ
Verne นำโดย Mate Rimac และทีมงานผู้เชี่ยวชาญจาก Rimac ได้เปิดตัวโปรโตไทป์รถคูเป้สองที่นั่ง ดีไซน์ล้ำยุค ที่ออกแบบมาเพื่อการขับขี่อัตโนมัติโดยเฉพาะ โดยไม่มีพวงมาลัยในตอนเริ่มต้น รถรุ่นนี้จะเริ่มให้บริการในเมือง Zagreb ประเทศโครเอเชีย ในปี 2026 ก่อนจะขยายไปยังเมืองต่างๆ ทั่วโลก
แนวคิดของ Verne คือการสร้างประสบการณ์การเดินทางที่สะดวกสบายและปลอดภัยสูงสุดให้กับผู้โดยสาร ด้วยห้องโดยสารที่ปรับสภาพแวดล้อมได้ตามต้องการ เช่น แสง อุณหภูมิ หรือแม้กระทั่งกลิ่นหอม ระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติใช้เทคโนโลยีจาก Mobileye ที่ผสานรวมกล้อง เรดาร์ LiDAR และเซ็นเซอร์ต่างๆ การรวมทีมงานที่มีประสบการณ์ด้านยานยนต์ไฟฟ้าและเทคโนโลยี จะทำให้ Verne เป็นผู้เล่นที่น่าจับตามองในตลาด Mobility แห่งอนาคต
บทสรุป: พลังแห่งอนาคตอยู่ที่นี่แล้ว
Rimac Nevera คือตัวอย่างที่ชัดเจนของการพลิกโฉมอุตสาหกรรมยานยนต์ พละกำลังที่เคยเป็นสมบัติของผู้ครอบครองรถยนต์ซูเปอร์คาร์ราคาแพง กำลังกลายเป็นสิ่งที่เข้าถึงได้มากขึ้นผ่านเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้า สถิติที่ Rimac Nevera ทำไว้ ไม่ใช่เพียงตัวเลขบนกระดาษ แต่คือการประกาศศักดาว่า “พลังไฟฟ้า คือ พลังแห่งอนาคต”
ในฐานะผู้เชี่ยวชาญ ผมเชื่อมั่นว่า เรากำลังอยู่ในจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ สมรรถนะที่น่าทึ่ง การประหยัดพลังงาน และความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จะหลอมรวมกันเป็นประสบการณ์การขับขี่รูปแบบใหม่ที่น่าตื่นเต้นยิ่งกว่าเดิม
หากคุณเองก็เป็นหนึ่งในผู้ที่หลงใหลในสมรรถนะและเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย วันนี้คือเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการสำรวจโลกของรถยนต์ไฟฟ้า และเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับยุคแห่งพละกำลังที่แท้จริงที่กำลังจะมาถึง มาเปิดรับประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือกว่าไปพร้อมๆ กัน!