Aston Martin Valhalla: พลังแห่งสนามแข่งสู่ซูเปอร์คาร์ไฮบริดที่พลิกโฉมวงการยนตรกรรม
ในโลกแห่งซูเปอร์คาร์อันน่าตื่นตาตื่นใจ ที่ทุกเส้นสายบ่งบอกถึงความเร็วและความสง่างาม ยากที่จะมีรถคันใดสามารถหยุดสายตาของเหล่
าผู้หลงใหลในสมรรถนะขั้นสูงได้ แต่หากจะกล่าวถึงแบรนด์ที่ผสานความสุขุมนุ่มลึกเข้ากับความร้อนแรงอันเป็นเอกลักษณ์ สะท้อนจิตวิญญาณของสุภาพบุรุษชาวอังกฤษได้อย่างลงตัว ยนตรกรรมที่ ‘หล่อ-หรู-แรง’ ไม่ใช่เพียงแค่สมรรถนะ แต่คือศาสตร์แห่งการออกแบบและวิศวกรรมชั้นเลิศ คงต้องยกให้ Aston Martin สุดยอดแบรนด์ระดับตำนานจากสหราชอาณาจักร
การก้าวย่างของ Aston Martin ในช่วงปีที่ผ่านมา ถือเป็นการเคลื่อนไหวครั้งสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกลับคืนสู่เวที Formula 1 หลังเว้นว่างไปนานถึง 61 ปี การเปลี่ยนชื่อทีม Racing Point เป็น Aston Martin Cognizant Formula One™ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะผสาน DNA แห่งสนามแข่งเข้ากับยนตรกรรมบนท้องถนนอย่างแท้จริง
ท่ามกลางความเคลื่อนไหวบนสนามแข่ง Aston Martin ยังได้เผยโฉมซูเปอร์คาร์รุ่นใหม่ล่าสุด Aston Martin Valhalla ที่เกิดจากการพัฒนาต่อยอดจากรถต้นแบบสู่เวอร์ชันที่พร้อมออกสู่ถนนอย่างเต็มตัว นี่คือไฮบริดซูเปอร์คาร์เครื่องยนต์วางกลาง ที่มาพร้อมรูปลักษณ์อันน่าทึ่งและสมรรถนะที่เหนือกว่าใคร
Valhalla: โครงการพลิกโฉม Aston Martin สู่ยุคใหม่
Aston Martin Valhalla เป็นส่วนหนึ่งของ ‘Project Horizon’ อันยิ่งใหญ่ของแบรนด์ ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อขยายพอร์ตโฟลิโอผลิตภัณฑ์ และตอกย้ำการกลับมาของ Aston Martin บนเวที Formula 1 อันทรงเกียรติ Valhalla ไม่เพียงแต่เป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับซูเปอร์คาร์ในพิกัดเดียวกัน ทั้งในด้านสมรรถนะ พลวัต การขับขี่ที่น่าประทับใจ แต่ยังเป็นการขับเคลื่อนแบรนด์ไปสู่ยุคใหม่ของการเปลี่ยนผ่านจากเครื่องยนต์สันดาปภายใน สู่ระบบส่งกำลังแบบไฮบริด และปูทางสู่ยานยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบในอนาคต
ลอว์เรนซ์ สโตรลล์ ประธานกรรมการบริหารของ Aston Martin ได้กล่าวย้ำถึงความสำคัญของ Valhalla ว่า “นี่คือซูเปอร์คาร์เครื่องวางกลางสายการผลิตคันแรกของ Aston Martin Valhalla คือการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงของแบรนด์รถหรูของเรา การเปิดตัว Valhalla เป็นการแสดงออกถึงความมุ่งมั่นของ Aston Martin ในการสร้างสรรค์สุดยอดรถเครื่องวางกลาง ต่อยอดสู่การขยายไลน์การผลิต รวมถึงเป็นการตอกย้ำการกลับสู่การแข่งขัน Formula 1 อีกครั้งในรอบกว่า 60 ปีของทีม”
Aston Martin Valhalla ได้รับการพัฒนาต่อยอดจากประสบการณ์อันยาวนานใน Formula 1 โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านแชสซี, แอโรไดนามิก และระบบอิเล็กทรอนิกส์ เทคโนโลยีระบบส่งกำลังแบบไฮบริดที่ล้ำสมัย คือหัวใจสำคัญที่ทำให้ Valhalla กลายเป็นนวัตกรรมยานยนต์ที่น่าเกรงขาม ผู้ขับขี่จะได้สัมผัสประสบการณ์ใหม่ที่น่าตื่นเต้น เพลิดเพลิน และเป็นหนึ่งเดียวกับตัวรถอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ระบบควบคุมการขับขี่ที่แม่นยำ ควบคู่ไปกับดาวน์ฟอร์ซมหาศาล และแรงบิดจากมอเตอร์ไฟฟ้าที่ตอบสนองทันที ผสานกับพละกำลังจากเครื่องยนต์ V8 คือนิยามใหม่ของซูเปอร์คาร์ที่สมรรถนะต้องมาพร้อมกับเทคโนโลยีขั้นสูงสุด
หัวใจสำคัญของการออกแบบ Valhalla คือการสร้างการเชื่อมต่อที่ใกล้ชิดระหว่างผู้ขับขี่และตัวรถ มอบประสบการณ์ที่สมบูรณ์แบบผ่านการใช้วัสดุขั้นสูงและระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ล้ำสมัย ทำให้ผู้ขับขี่มีความมั่นใจ และสามารถควบคุมรถได้อย่างสมบูรณ์แบบในทุกสถานการณ์
ขุมพลังไฮบริด: ผสานจิตวิญญาณแห่งสนามแข่งและพลังไฟฟ้า
หัวใจสำคัญของ Aston Martin Valhalla คือระบบส่งกำลังแบบ Plug-in Hybrid Electric Vehicle (PHEV) ที่ผสานการทำงานระหว่างเครื่องยนต์ V8 ขนาด 4.0 ลิตร ทวินเทอร์โบอันทรงพลัง ซึ่งได้รับการปรับแต่งมาเพื่อมอบสมรรถนะสูงสุดตามแบบฉบับ Aston Martin ร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าอีก 2 ตัว เครื่องยนต์ V8 นี้สามารถสร้างพละกำลังได้สูงสุดถึง 750 แรงม้า ส่งกำลังลงสู่ล้อคู่หลัง พร้อมระบบท่อไอเสียน้ำหนักเบาที่สามารถปรับระดับเสียงได้ตามต้องการ
มอเตอร์ไฟฟ้า ‘E-Motor’ ตัวแรกติดตั้งอยู่ที่เพลาขับหน้า ส่วนอีกตัวอยู่ที่เพลาขับหลัง โดยใช้แบตเตอรี่ไฮบริดขนาด 150 กิโลวัตต์ ต่อ 400 โวลต์ ที่สามารถสร้างกำลังสูงสุดได้ถึง 204 แรงม้า เมื่อทำงานร่วมกับเครื่องยนต์ V8 พละกำลังรวมของ Aston Martin Valhalla จะพุ่งสูงถึง 950 แรงม้า
สำหรับผู้ที่ต้องการขับขี่อย่างนุ่มนวลในยามค่ำคืน หรือต้องการลดระดับเสียงคำรามของเครื่องยนต์ Valhalla มาพร้อมโหมด EV (Electric Vehicle) ที่ใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ 100% โดยระบบจะส่งกำลังไปยังเพลาขับหน้า ในโหมดอื่นๆ แบตเตอรี่จะส่งกำลังไปยังเพลาขับหน้าและหลัง โดยปรับสัดส่วนตามลักษณะการขับขี่ ในสภาวะปกติ แบตเตอรี่สามารถส่งกำลังทั้งหมดไปยังเพลาขับหลัง เพื่อเสริมสมรรถนะของเครื่องยนต์ V8 ให้ถึงขีดสุด
ระบบส่งกำลังของซูเปอร์คาร์คันนี้ มาพร้อมกับเกียร์ Dual-Clutch (DCT) 8 สปีด ที่ได้รับการออกแบบและผลิตขึ้นเพื่อ Aston Martin โดยเฉพาะ พร้อมด้วยแพดเดิลชิฟต์ที่พัฒนามาเพื่อรถไฮบริดโดยเฉพาะ จุดเด่นที่น่าสนใจคือระบบการถอยหลังด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า (e-reverse) ซึ่งช่วยลดน้ำหนักของชุดเกียร์ลง และเสริมด้วยระบบลิมิเต็ดสลิปแบบไฟฟ้า (E-Diff) ที่เพลาขับหลัง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการยึดเกาะถนนและการเข้าโค้ง
เมื่อเครื่องยนต์ V8 ทำงานร่วมกับ E-Motor และชุดเกียร์ DCT Aston Martin Valhalla จะสามารถสร้างแรงบิดมหาศาลถึง 1,000 นิวตันเมตร ส่งผลให้เกิดอัตราเร่งที่น่าทึ่งในทันทีที่กดคันเร่ง
ในโหมด EV Aston Martin Valhalla สามารถทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 130 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และสามารถขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า 100% ได้เป็นระยะทางสูงสุด 15 กิโลเมตร แต่เมื่อรีดสมรรถนะสูงสุด 950 แรงม้าออกมาอย่างเต็มที่ จรวดไฮบริดคันนี้จะพุ่งทะยานไปแตะความเร็วสูงสุดที่ 330 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และสามารถเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายในเวลาเพียง 2.5 วินาที โดยได้รับการพิสูจน์ประสิทธิภาพด้วยสถิติเวลาต่อรอบอันน่าทึ่งที่สนาม Nürburgring เพียง 6:30 นาที
โครงสร้างน้ำหนักเบาและแอโรไดนามิกสุดล้ำ: สมดุลระหว่างความแข็งแกร่งและความปราดเปรียว
โครงสร้างของ Aston Martin Valhalla สร้างขึ้นจากวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ที่ได้รับการพัฒนาให้มีน้ำหนักเบาที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ โดยไม่ลดทอนความแข็งแกร่ง ช่วงล่างได้รับการออกแบบให้มีคาแร็กเตอร์แบบรถ Formula 1 พร้อมระบบปรับความแข็งอ่อนและความสูงของช่วงล่างตามโหมดการขับขี่ รวมถึงพวงมาลัยไฟฟ้าที่ให้ความแม่นยำสูง ควบคุมรถได้อย่างใจในทุกจังหวะ
Aston Martin Valhalla ยังมาพร้อมระบบเบรก Carbon Ceramic Matrix ประสิทธิภาพสูง ควบคู่กับเทคโนโลยี Brake-by-Wire ที่สามารถหยุดยั้งพละกำลังอันมหาศาลของรถได้อย่างมั่นคง ยางที่ใช้เป็น Michelin ที่ผลิตขึ้นเป็นพิเศษสำหรับ Valhalla โดยเฉพาะ ด้วยขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางล้อหน้า 20 นิ้ว และล้อหลัง 21 นิ้ว
ด้วยน้ำหนักตัวของ Aston Martin Valhalla ที่ไม่เกิน 1,550 กิโลกรัม เมื่อเทียบกับพละกำลังแล้ว ถือว่าเหนือกว่าคู่แข่งในคลาสเดียวกันอย่างชัดเจน ในด้านแอโรไดนามิก Valhalla ได้รับการออกแบบในอุโมงค์ลม สามารถสร้างแรงกด (Downforce) ได้สูงถึง 600 กิโลกรัม ที่ความเร็ว 241 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เพียงพอสำหรับการเข้าโค้งด้วยความเร็วสูง และเพิ่มความเสถียรขณะวิ่งด้วยความเร็วเต็มที่
ห้องโดยสาร: ผสานความหรูหรา ฟังก์ชันการใช้งาน และ DNA แห่งสนามแข่ง
ภายในห้องโดยสารของ Aston Martin Valhalla มีให้เลือกทั้งแบบพวงมาลัยซ้ายและพวงมาลัยขวา การออกแบบเน้นความเรียบง่าย แต่แฝงไว้ด้วยกลิ่นอายของรถ Formula 1 เบาะนั่งได้รับการติดตั้งแบบตายตัวกับแชสซีรถ ทำให้ผู้ขับขี่สามารถปรับตำแหน่งของแป้นเหยียบและพวงมาลัยได้ ที่พักเท้าถูกยกสูงขึ้น เพื่อให้ตำแหน่งตั้งแต่สะโพกจรดส้นเท้าอยู่ในระนาบเดียวกับการขับรถ F1 พร้อมด้วยระบบหน้าจอสัมผัส HMI แบบใหม่ล่าสุดจาก Aston Martin ที่รองรับการเชื่อมต่อ Apple CarPlay และ Android Auto
ไฟหน้าเป็นแบบ Full LED Matrix ระบบปรับอากาศแบบ Dual Zone มาพร้อมระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ที่ครบครัน อาทิ ระบบลดความเร็วอัตโนมัติเมื่อมีความเสี่ยงที่จะชน (Auto Emergency Braking), ระบบแจ้งเตือนเมื่อเสี่ยงเกิดการชนด้านหน้า (Forward Collision Warning), ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน (Active Cruise Control), ระบบแจ้งเตือนจุดอับสายตา (Blind Spot Monitoring) และกล้องมองหลัง (Rear View Parking Camera) พร้อมตัวเลือกกล้องมองรอบคัน
Aston Martin Valhalla คือซูเปอร์คาร์ที่สามารถใช้งานได้ในชีวิตประจำวัน และพร้อมสำหรับสนามแข่งได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เป็นการเปิดศักราชใหม่ของ Aston Martin อย่างแท้จริง สมกับคำโปรย ‘The Mastery of Driving’ นี่คือความหรูหราชั้นสูง และความพิเศษของซูเปอร์คาร์สัญชาติอังกฤษคันนี้ ที่จะสร้างปรากฏการณ์ในวงการยนตรกรรมอย่างแน่นอน
หากคุณคือผู้ที่หลงใหลในสมรรถนะขั้นสุด การออกแบบที่ไร้ที่ติ และเทคโนโลยีอันล้ำสมัย Aston Martin Valhalla คือคำตอบที่จะพาคุณก้าวสู่ประสบการณ์การขับขี่ที่ไม่เหมือนใคร ติดต่อตัวแทนจำหน่าย Aston Martin ใกล้บ้านคุณเพื่อสัมผัสกับสุดยอดไฮบริดซูเปอร์คาร์ที่เกิดมาเพื่อแซงบนท้องถนนได้แล้ววันนี้