• Sample Page
Film
No Result
View All Result
No Result
View All Result
Film
No Result
View All Result

[ครบชุด] T2602249 เร องของผ ชาย อช ดช นใน ให ภรรยา

admin79 by admin79
February 26, 2026
in Uncategorized
0
featured_hidden
Aston Martin Valour: วิวัฒนาการของจิตวิญญาณนักแข่ง สู่ยนตรกรรมที่เหนือกาลเวลา ในโลกของซูเปอร์คาร์ที่มีการแข่งขันสูง การจะโดดเด่นและเป็นที่จดจำนั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ทว่า Aston Martin แบรนด์รถยนต์สัญชาติ
อังกฤษผู้เปี่ยมด้วยประวัติศาสตร์อันยาวนาน ได้พิสูจน์ตัวเองมาโดยตลอดว่าสามารถสร้างสรรค์ยนตรกรรมที่ผสมผสานความหรูหรา สมรรถนะอันเร้าใจ และจิตวิญญาณแห่งชัยชนะจากสนามแข่ง ได้อย่างลงตัว ในปี 2024 นี้ Aston Martin ได้เปิดตัว Aston Martin Valour ซึ่งเป็นมากกว่ารถยนต์ แต่คือการย้อนรอยตำนานนักแข่งสู่ถนนหลวง พร้อมเติมเต็มด้วย DNA ของแชมป์โลก Formula 1 อย่าง Fernando Alonso Valour: เกียรติยศที่ถือกำเนิดจากสนามแข่งสู่ท้องถนน Aston Martin Valour ไม่ใช่เพียงแค่รถสปอร์ต 2 ที่นั่งธรรมดา แต่คือ “Road-Legal Car” อย่างแท้จริง ที่พัฒนาต่อยอดมาจาก Aston Martin Valour รุ่นพิเศษที่ผลิตขึ้นเพียง 110 คัน ในปี 2023 เพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 110 ปี ของแบรนด์ การถือกำเนิดของ Valour สะท้อนให้เห็นถึงปรัชญาของ Aston Martin ที่มุ่งมั่นในการผสมผสานประสบการณ์จากสนามแข่งอันเข้มข้น สู่ยนตรกรรมที่สามารถใช้งานบนท้องถนนได้อย่างถูกกฎหมายและเปี่ยมด้วยอารมณ์ การผลิต Valour จะถูกจำกัดไว้ที่ 38 คันทั่วโลก สะท้อนถึงความพิเศษและความเป็นเอกลักษณ์ที่หาได้ยาก ยิ่งไปกว่านั้น ค่าตัวของแต่ละคัน ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้ซื้อสามารถปรับแต่งรายละเอียดได้ตามความต้องการ (Customise) ภายใต้กรอบที่กำหนด คาดว่าจะมีราคาสูงถึง 2 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 92 ล้านบาทไทย ราคานี้สะท้อนถึงคุณค่าของงานฝีมือ ความพิเศษของวัสดุ และความเป็น Limited Edition ที่แท้จริง เบื้องหลังการสนับสนุนและคำแนะนำสำคัญในการสร้างสรรค์ Valour นี้ คือ Fernando Alonso อดีตแชมป์โลก Formula 1 สองสมัย (ปี 2005 และ 2006) ผู้ซึ่งปัจจุบันเป็นนักขับในทีม Aston Martin Cognizant Formula 1 Team การมีส่วนร่วมของ Alonso ไม่ใช่เพียงแค่การเป็นพรีเซนเตอร์ แต่คือการนำประสบการณ์และความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในสมรรถนะและความรู้สึกของการขับขี่รถแข่งระดับสูงสุด มาถ่ายทอดสู่ Valour ทำให้มั่นใจได้ว่ารถคันนี้จะมอบประสบการณ์ที่เหนือชั้นอย่างแน่นอน Aston Martin: DNA แห่งชัยชนะที่สืบทอดมายาวนาน เมื่อเอ่ยถึงซูเปอร์คาร์ หลายคนอาจมีแบรนด์ในใจที่แตกต่างกันไปตามรสนิยมและความชอบส่วนบุคคล แต่หากคุณกำลังมองหาสุดยอดซูเปอร์คาร์ที่ไม่ได้มีดีแค่สมรรถนะ แต่ยังเปี่ยมด้วยเรื่องราว ประวัติศาสตร์อันยาวนาน และ DNA ของผู้ชนะที่สืบทอดมาจากสนามแข่งแบบ 100% Aston Martin คือคำตอบที่สมบูรณ์แบบ ชื่อเสียงของ Aston Martin เริ่มเป็นที่รู้จักในวงกว้างทั่วโลกจากการเป็นรถคู่ใจของสายลับ James Bond 007 ในภาพยนตร์ แต่เบื้องหลังความหรูหราและความสง่างามนั้น Aston Martin มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน ก่อตั้งขึ้นในปี 1913 โดย Lionel Martin และ Robert Bamford จุดเริ่มต้นของชื่อ “Aston Martin” นั้น เกิดจากการผสมผสานชื่อเนินเขา “Aston Hill” ที่ Lionel Martin เคยคว้าชัยชนะในการแข่งขันรถ ณ บริเวณหมู่บ้าน Aston Clinton เมือง Buckinghamshire กับนามสกุลของเขาเอง เป็นการตอกย้ำถึงจุดกำเนิดที่มาจากชัยชนะในสนามแข่งอย่างแท้จริง ความมุ่งมั่นในการแข่งขันของ Aston Martin เห็นได้ชัดเจนจากการเข้าร่วมการแข่งขันรายการ ’24 Hours of Le Mans’ ในปี 1959 ซึ่งรถ Aston Martin DBR1 สามารถคว้าชัยชนะมาครองได้สำเร็จ โดยฝีมือการขับของ Caroll Shelby ผู้ซึ่งต่อมามีชื่อเสียงโด่งดังในฐานะตำนานแห่งวงการมอเตอร์สปอร์ต การคว้าชัยชนะครั้งนั้น เป็นการประกาศศักดาของ Aston Martin ให้โลกได้ประจักษ์ว่า พวกเขาสามารถสร้างสรรค์รถยนต์ที่มีสมรรถนะทรงพลัง เทียบเทียมกับแบรนด์ชั้นนำอื่นๆ ได้เสมอมา และดึงดูดผู้หลงใหลในยานยนต์และความเร็วมาตั้งแต่นั้น ศิลปะและวิทยาศาสตร์เบื้องหลังการออกแบบอันงดงามของ Aston Martin ความงามเป็นสิ่งที่มองด้วยตาและสัมผัสด้วยใจ แต่เบื้องหลังความงามอันเป็นนิรันดร์ของ Aston Martin คือการผสมผสานอย่างลงตัวระหว่างศาสตร์แห่งศิลปะและวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “Golden Ratio” หรือ “สัดส่วนทองคำ” ซึ่งเป็นหลักการออกแบบที่ชาวกรีกโบราณค้นพบเมื่อกว่า 2,000 ปีก่อน กฎนี้ว่าด้วยการสร้างสัดส่วนที่สมบูรณ์แบบที่สุด ซึ่งถูกนำไปใช้ในการสร้างสรรค์งานศิลปะระดับโลกมากมาย เช่น ภาพวาด Mona Lisa Aston Martin ได้นำหลักการ Golden Ratio มาเป็นหัวใจสำคัญในการออกแบบรถยนต์ในตระกูลต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น DB, Vanquish, และ Vantage ซึ่งเป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้ซูเปอร์คาร์จาก Aston Martin มีความสวยงาม สะดุดตา และดูสมบูรณ์แบบในทุกมุมมอง การออกแบบนี้ไม่ได้เพียงแค่สร้างความประทับใจทางสายตา แต่ยังสื่อถึงบุคลิกภาพที่แตกต่างจากซูเปอร์คาร์แบรนด์อื่น ๆ ราวกับเป็นงานศิลปะเคลื่อนที่ที่มีแนวคิดและเอกลักษณ์เฉพาะตัว Vantage: ไอคอนแห่งซูเปอร์คาร์ ที่สร้างประวัติศาสตร์ให้ Aston Martin
ไม่ว่าคุณจะเป็นแฟนพันธุ์แท้ของ Aston Martin หรือไม่ ชื่อ “Vantage” คือชื่อที่คุณจะต้องคุ้นเคยอย่างแน่นอน “Vantage” เปรียบเสมือนไอคอนแห่งวงการซูเปอร์คาร์ และเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนความสำเร็จของ Aston Martin มาอย่างยาวนานตั้งแต่ยุค 1950 การเดินทางของ Vantage เริ่มต้นในปี 1950 ด้วยการเปิดตัว “DB2 Vantage” ซึ่งมาพร้อมสมรรถนะอันโดดเด่นของเครื่องยนต์ 2.6 ลิตร ที่ให้กำลังสูงถึง 126 แรงม้า เป็นการพัฒนาบนพื้นฐานของรถแข่งสายพันธุ์แท้ที่น่าจับตามองที่สุดในยุคนั้น ต่อมาในปี 1961 “DB4 Vantage” ได้ถูกเปิดตัว ซึ่งหลายคนยกให้เป็น “The First Real Vantage” ด้วยเครื่องยนต์ที่ได้รับการพัฒนาให้มีความแรงทะลุ 270 แรงม้า เพิ่มขึ้นถึง 10% จากรุ่น DB4 ปกติ Aston Martin ยังคงพัฒนารถตระกูล Vantage อย่างต่อเนื่องตลอดหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งรวมถึง: Aston Martin (AM) Vantage (1972) Aston Martin Vantage V8 (1977) Aston Martin V8 Vantage V600 (1993) Aston Martin DB7 Vantage (1999) Aston Martin V8 Vantage (2008) Aston Martin V12 Vantage (2009) หลังจากหายไปจากตลาดเป็นเวลา 12 ปี ชื่อของ “Vantage” ก็ได้กลับมาอีกครั้งในปี 2018 พร้อมการปรับเปลี่ยนตำแหน่งทางการตลาดให้เป็นซูเปอร์คาร์ขนาดเล็กที่เปี่ยมด้วยสมรรถนะ โดยหันมาใช้เครื่องยนต์ V8 4.0 ลิตร Twin-Turbocharged ที่พัฒนาโดย Mercedes-AMG ทำให้ Vantage กลายเป็นรถ “Entry-Level” ที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้นสำหรับผู้บริโภค แต่ความพิเศษและความน่าหลงใหลของมันยังคงไม่ลดลงไปเลยแม้แต่น้อย All-New Aston Martin Vantage: การกลับมาอันน่าตื่นตาตื่นใจ การกลับมาของ Aston Martin Vantage โฉมใหม่ล่าสุด ไม่ใช่เพียงแค่การถูกใจของแฟนพันธุ์แท้เท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้กับวงการซูเปอร์คาร์ ด้วยรูปลักษณ์ภายนอกที่ถูกออกแบบมาอย่างพิถีพิถัน งดงามลงตัวไร้ที่ติ ยังคงยึดมั่นในหลักการ Golden Ratio เพื่อสัดส่วนที่สมบูรณ์แบบ พร้อมผสานความทันสมัย (Modern) เข้ากับความคลาสสิก (Classic) ของ Vantage ดั้งเดิมได้อย่างลงตัว ภายนอก (Exterior): พละกำลังที่สง่างาม ดุจนักล่าแห่งท้องทะเล Aston Martin Vantage รุ่นล่าสุด คือซูเปอร์คาร์ในร่างสปอร์ตคูเป้ที่มีขนาดกะทัดรัด แต่แฝงไว้ด้วยความน่าเกรงขามด้วยทรวดทรงและมัดกล้ามจากลายเส้นที่บึกบึน โดยเฉพาะบริเวณโป่งล้อหน้า-หลัง ที่ให้ความรู้สึกทรงพลัง เมื่อมองไปที่ด้านหน้า จะพบกับการปรับเปลี่ยนดีไซน์ไฟหน้าและกระจังหน้าใหม่ จากที่เคยดูเรียบง่าย ให้กลายเป็นเส้นสายที่เฉียบคม คล้ายกับนักล่าแห่งท้องทะเลอย่างปลาฉลาม สะท้อนถึงบุคลิกของรถที่ดูนิ่งสุขุม แต่พร้อมที่จะกระโจนออกไปล่าเหยื่อได้ในทันที ในวันปกติ Vantage สามารถขับใช้งานในชีวิตประจำวันได้อย่างสบาย ๆ แต่ก็พร้อมที่จะดึงสมรรถนะที่ซ่อนไว้ออกมาใช้ได้อย่างเต็มที่เมื่อต้องการ ตอบโจทย์ได้ตั้งแต่การใช้งานบนท้องถนนทั่วไป ไปจนถึงการลงสนามแข่งขัน ฝากระโปรงหน้ามาในดีไซน์แบบ Clamshell ส่วนฝากระโปรงท้ายประดับด้วยไฟ LED ที่ซ่อนเรื่องราวอันเป็นจุดกำเนิดของแบรนด์ Aston Martin ไว้ด้วย ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก “Aston Hill” หากสังเกตดีๆ จะเห็นว่าไฟเบรกแบบเส้นบางเฉียบที่พาดขนานไปตลอดด้านท้ายรถ มีรายละเอียดที่คล้ายกับเทือกเขาที่ตั้งตระหง่าน ซ่อนอยู่อย่างประณีต ตราสัญลักษณ์ Aston Martin ทุกชิ้น เป็นงาน Handmade ในทุกขั้นตอน ผลิตจากโรงงาน Jewelry ชื่อดังในประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นที่นิยมในหมู่ชนชั้นสูงเท่านั้น ประตูรถเป็นอีกหนึ่งจุดที่มีการเปิด-ปิดอย่างเป็นเอกลักษณ์ และเป็นประตูแบบ Frameless Door อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของ Aston Martin องศาการเปิดประตูถูกออกแบบให้เชิดขึ้น 30 องศา หรือที่เรียกว่า “Swan Door” เพื่อให้น้ำหนักของประตูช่วยในการเปิด และลดแรงที่ต้องออกแรงในการปิด ป้องกันการปิดกระแทกโดยไม่จำเป็น ภายใน (Interior): ความหรูหรา งานฝีมือ และความสบายที่เหนือระดับ การตกแต่งภายในของ Aston Martin ยังคงยึดมั่นในคอนเซ็ปต์ “Craftsmanship” อย่างเคร่งครัด ในระดับซูเปอร์คาร์ ทุกรายละเอียดสามารถปรับแต่งได้ตามความต้องการ ไม่ว่าจะเป็นสีของหนัง สีของด้ายเย็บ (Stitching) ทุกจุดภายในสามารถเลือกเป็น Option พิเศษตามใจเจ้าของ กระบวนการผลิตภายในรถยนต์ของ Aston Martin นั้น ใช้ช่าง 1 คนต่อรถ 1 คันเท่านั้น เนื่องจากระยะการเย็บด้ายด้วยมือของแต่ละคนมีความแตกต่างกัน และนี่คือรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่ซูเปอร์คาร์ระดับ Aston Martin ไม่เคยละเลย สำหรับหนังที่ใช้ในการผลิต Aston Martin คันนี้ เป็นหนังแท้คุณภาพสูงสุดจาก “Bridge of Weir” บริษัทหนังเก่าแก่ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานไม่แพ้ Aston Martin เบาะนั่งได้รับการออกแบบมาเป็นพิเศษ โดยทาง Aston Martin ระบุว่าผู้ขับขี่สามารถนั่งขับติดต่อกันได้นานถึง 3 ชั่วโมงโดยไม่รู้สึกเมื่อยล้า ซึ่งเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่แสดงให้เห็นว่า New Aston Martin Vantage คันนี้ เป็นรถที่สามารถใช้งานในชีวิตประจำวันได้อย่างสะดวกสบายอย่างแท้จริง ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การขับในสนามแข่ง หรือการเดินทางระยะสั้นเท่านั้น
แม้จะเป็นรถสไตล์คูเป้ 2 ที่นั่ง แต่พื้นที่เก็บสัมภาระใต้ฝากระโปรงหลังกลับมีขนาดใหญ่จนน่าประหลาดใจ โดย Aston Martin ระบุว่ามีความจุมากที่สุดในรถเซกเมนต์เดียวกันในตลาดปัจจุบัน ระบบอำนวยความสะดวกต่างๆ ใน Aston Martin Vantage ได้รับการติดตั้งมาอย่างเต็มพิกัด ทุกรายละเอียดถูกออกแบบมาโดยแฝงจิตวิญญาณแห่งความสปอร์ตไว้ แผงหน้าปัดและแผงควบคุมต่างๆ ออกแบบให้ใช้งานง่าย ดูทันสมัย ควบคุมฟังก์ชันต่างๆ ผ่านหน้าจอ LCD ขนาด 8 นิ้ว ระบบ Entertainment รองรับการเชื่อมต่อกับ iPod, iPhone ช่องเสียบ USB พร้อมระบบนำทางผ่านดาวเทียม GPS Navigation System พวงมาลัยของ All New Aston Martin Vantage มีรูปทรงสี่เหลี่ยมคล้ายกับที่ใช้ในรถแข่ง พร้อมการรวมปุ่มควบคุมการใช้งาน Multifunction ไว้บนพวงมาลัย เพื่อความปลอดภัยในการขับขี่สูงสุด ไม่ว่าจะเป็นชุดควบคุมเครื่องเสียง, ระบบควบคุมความเร็วคงที่อัตโนมัติ Cruise Control, ระบบ Trip Computer และปุ่มปรับโหมดการขับขี่ที่มีให้เลือกถึง 3 โหมด รวมถึงปุ่มปรับความแข็งของช่วงล่าง และก้านเปลี่ยนเกียร์สไตล์สปอร์ตหลังพวงมาลัย โหมดการขับขี่ประกอบด้วย Sport, Sport Plus และ Track โหมดเริ่มต้นคือ Sport ซึ่งให้ความรู้สึก “แรงจัดจ้าน แต่ควบคุมง่าย” ไม่แข็งกระด้างจนเกินไป สามารถขับใช้งานในชีวิตประจำวันได้อย่างสบายๆ โหมด Sport Plus จะเพิ่มความเร้าใจทันที ทั้งเสียงท่อไอเสีย และจังหวะการเปลี่ยนเกียร์ที่เร็วขึ้น สำหรับโหมด Track นั้น เหมาะสำหรับผู้ที่มีทักษะการขับขี่ในระดับหนึ่ง เนื่องจากระบบช่วยเหลือการควบคุมจะถูกตัดออกไปเกือบทั้งหมด เพื่อปลดปล่อยพละกำลังอันมหาศาลกว่า 500 แรงม้า ให้ผู้ขับขี่ได้สัมผัสประสบการณ์การควบคุมที่สนุกสุดเหวี่ยง ปลุกอะดรีนาลีนให้เดือดพล่านได้ทุกเมื่อที่ต้องการ เครื่องยนต์ ระบบส่งกำลัง และสมรรถนะ: พลังที่ตอบสนองทุกอารมณ์ ขุมพลังของ All New Aston Martin Vantage คือเครื่องยนต์เบนซิน V8 4.0 ลิตร Twin-Turbocharged จาก AMG ซึ่งให้กำลังสูงสุดถึง 503 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที และแรงบิดมหาศาล 685 นิวตันเมตร ที่ 2,000-5,000 รอบ/นาที ตำแหน่งการวางเครื่องยนต์ถูกออกแบบให้ชิดกับตัวถังมากที่สุด เพื่อการกระจายน้ำหนักที่สมดุล 50:50 ทำให้ซูเปอร์คาร์คันนี้ควบคุมได้ง่าย แม้ในความเร็วสูง สำหรับคำถามว่าทำไมถึงเลือกใช้เกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะของ ZF? นักออกแบบตั้งใจให้ All New Aston Martin Vantage เป็นรถที่ขับง่าย ทุกคนสามารถขับได้ และขับได้ทุกวัน ซึ่งเกียร์ ZF ตอบโจทย์นี้ได้เป็นอย่างดี เป็นเกียร์ที่ทำงานเรียบง่าย ทนทาน ให้ความนุ่มนวล และมีสุนทรียภาพในการขับขี่ที่ดี แต่เมื่อต้องการความเร้าใจ เกียร์ก็พร้อมตอบสนองรอบให้สามารถทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ได้ภายใน 3.6 วินาที และมีความเร็วสูงสุดถึง 314 กม./ชม. ด้วยน้ำหนักตัวรถเพียง 1,530 กก. และการวางเครื่องยนต์ที่ยอดเยี่ยม เมื่อจับคู่กับล้อขนาด 20 นิ้ว และระบบช่วงล่าง Adaptive Damping System ที่สามารถปรับรูปแบบให้สอดคล้องกับโหมดการขับขี่ Sport, Sport Plus และ Track ได้ โช้คอัพหน้าเป็นแบบ Double Wishbone และด้านหลังเป็นแบบ Multi-link พร้อมระบบเฟืองท้ายอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Rear Differential) ที่ช่วยกระจายกำลังสู่ล้อคู่หลังได้อย่างเหมาะสม ทำงานอย่างรวดเร็ว เสริมให้รถคันนี้มีศักยภาพในการควบคุมที่ยอดเยี่ยม Aston Martin กับ Formula 1: การกลับมาที่ยิ่งใหญ่ หลังจากห่างหายจากวงการ F1 ไปนานถึง 60 ปี Aston Martin ได้กลับมาอีกครั้งอย่างยิ่งใหญ่ ด้วยการเปิดตัว All-New Aston Martin Vantage และ DBX F1® Edition เพื่อทำหน้าที่เป็นรถ Safety Car และ Medical Car ในการแข่งขัน Formula 1 ฤดูกาล 2021 เริ่มต้นที่สนาม Gulf Air Bahrain Grand Prix ทั้ง Aston Martin Vantage และ DBX สวมชุดแต่งสีเขียว Racing Green อันเป็นสีประจำทีม Aston Martin Cognizant Formula One ตกแต่งด้วยสีเขียวสะท้อนแสง Lime Essence นอกจากนี้ยังมีการปรับเปลี่ยนองค์ประกอบบางส่วนให้เหมาะสมกับวัตถุประสงค์มากขึ้น เช่น แถบไฟ LED บนหลังคา, เครื่องหมาย FIA พร้อมการปรับปรุงตัวถังให้มีหลักอากาศพลศาสตร์ที่ดีขึ้น โดยรถทั้งสองคันได้รับการเพิ่มสมรรถนะเป็น 528 แรงม้าสำหรับ Vantage และ 542 แรงม้าสำหรับ DBX บทสรุป: Aston Martin Valour – สุนทรียภาพแห่งการขับขี่ที่เหนือกว่า หากคุณกำลังมองหาซูเปอร์คาร์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว คุณภาพสูง เปี่ยมด้วยสมรรถนะ ความหรูหรา โดดเด่นเหนือใครบนท้องถนน และที่สำคัญคือ มีประวัติศาสตร์และ DNA ของผู้ชนะอยู่ในตัวอย่างเข้มข้น Aston Martin Valour คือหนึ่งในตัวเลือกที่คุณไม่ควรพลาด สัมผัสประสบการณ์ Aston Martin Valour ด้วยตัวคุณเอง เราขอเชิญชวนทุกท่านที่สนใจในสุดยอดยนตรกรรมแห่งสมรรถนะและความหรูหรา Aston Martin Valour พร้อมด้วยยนตรกรรม Aston Martin รุ่นอื่นๆ ที่น่าหลงใหล เข้ารับคำปรึกษา หรือทำการนัดหมายเพื่อทดลองขับ (Valet Test Drive) ได้แล้ววันนี้ ท่านสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม หรือนัดหมายได้ที่ Aston Martin Bangkok RAMA III SHOWROOM: โทร 02 670 6040 PARAGON SHOWROOM: โทร 02 610 9775 Facebook: Aston Martin Bangkok
มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ และสัมผัสประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือกว่ากับ Aston Martin
Previous Post

[ครบชุด] T2602251 กล าวหาว าคนอ ขโมย กไปค นบ านเขา แต ไหมว นบ านประธานบร

Next Post

[ครบชุด] T2602241 ทำด ได

Next Post
[ครบชุด] T2602241 ทำด ได

[ครบชุด] T2602241 ทำด ได

Leave a Reply Cancel reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Recent Posts

  • [ครบชุด] T2804111 องชายไม เอาไหน แอบเอาผ หญ งมานอนท านพ สาว แถมย งขอส นสอดก บพ สาวอ
  • [ครบชุด] T2804110 แม ได าเวนค นท นไปแบ งให บล กแท วนล กท เก บมาเล ยงไม ได กบาท
  • [ครบชุด] T2804109 เม ยน อยท องก บผ วต วเอง คนเป นเม ยหลวงต องร กย งไง
  • [ครบชุด] T2804108 เอาญาต ๆมาพ กท าน ไม เกรงใจเจ าของบ าน
  • [ครบชุด] T2804107 แม สาม ชอบบงการ นต องเจอคนจร

Recent Comments

No comments to show.

Archives

  • April 2026
  • March 2026
  • February 2026

Categories

  • Uncategorized

© 2026 JNews - Premium WordPress news & magazine theme by Jegtheme.

No Result
View All Result

© 2026 JNews - Premium WordPress news & magazine theme by Jegtheme.