Aston Martin Valiant: มรดกแห่งชัยชนะ สู่ซูเปอร์คาร์สายพันธุ์สปอร์ตบนท้องถนน
ในโลกแห่งซูเปอร์คาร์ที่เต็มไปด้วยการแข่งขันเพื่อแย่งชิงความเป็นหนึ่งด้านสมรรถนะและเทคโนโลยี ชื่อของ Aston Martin คือหนึ่งในแบรนด
์ที่ยืนหยัดอย่างสง่างาม พร้อมประวัติศาสตร์อันยาวนานที่ถักทอด้วยเรื่องราวของความเร็ว ความหรูหรา และจิตวิญญาณแห่งชัยชนะ ล่าสุด Aston Martin ได้นำเสนอผลงานชิ้นโบว์แดงอีกครั้งภายใต้ชื่อ Aston Martin Valiant ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่รถยนต์รุ่นใหม่ แต่คือการตีความใหม่ของรถแข่งที่ถูกรังสรรค์ขึ้นเพื่อโลดแล่นบนถนนสาธารณะ โดยได้รับแรงบันดาลใจจากอดีตแชมป์โลก Formula 1 ชาวสเปนอย่าง Fernando Alonso
จากสนามแข่ง สู่ท้องถนน: วิวัฒนาการแห่ง Aston Martin Valiant
Aston Martin Valiant ไม่ได้เกิดขึ้นจากสุญญากาศ แต่คือการต่อยอดจาก Aston Martin Valour รถสปอร์ต 2 ที่นั่งรุ่นพิเศษที่ผลิตขึ้นเพียง 110 คัน เพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 110 ปีของแบรนด์ในปี 2023 ที่ผ่านมา Valiant คือวิวัฒนาการที่ก้าวข้ามขีดจำกัดของการเป็นรถยนต์เพื่อการเฉลิมฉลอง สู่การเป็นซูเปอร์คาร์ที่พร้อมโลดแล่นบนถนนอย่างถูกกฎหมาย (Road-Legal Car) โดยคงไว้ซึ่ง DNA แห่งสมรรถนะและสไตล์อันเป็นเอกลักษณ์ของ Aston Martin
การปรากฏตัวครั้งแรกของ Aston Martin Valiant ได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการผ่านสื่อต่างๆ ในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา และมีกำหนดให้ผู้ที่สนใจได้สัมผัสตัวจริงเป็นครั้งแรก ณ งานเทศกาลยานยนต์ระดับโลกอย่าง Goodwood Festival of Speed ระหว่างวันที่ 11-14 กรกฎาคม 2024 ที่สหราชอาณาจักร การเลือกสถานที่จัดแสดงอันทรงเกียรตินี้ สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญและสถานะของ Valiant ในฐานะผลงานชิ้นเอกของ Aston Martin
นิยามใหม่ของความเป็นเจ้าของ: ความพิเศษที่ถูกจำกัด
Aston Martin Valiant จะถูกผลิตขึ้นในจำนวนจำกัดเพียง 38 คันทั่วโลก ซึ่งหมายความว่านี่คือสุดยอดยานยนต์ที่จะกลายเป็นสมบัติอันล้ำค่าสำหรับนักสะสมและผู้ที่หลงใหลในยนตรกรรมระดับโลกอย่างแท้จริง การผลิตที่จำกัดเช่นนี้ ยิ่งตอกย้ำถึงความพิเศษและความต้องการอันสูงลิ่วสำหรับ Aston Martin Valiant ราคา ที่คาดการณ์กันในตลาดอังกฤษ อาจสูงถึง 2 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 92 ล้านบาทไทย ซึ่งตัวเลขนี้ยังสะท้อนถึงความเป็นไปได้ที่ผู้ซื้อจะมีโอกาสในการ Aston Martin Valiant custom รายละเอียดต่างๆ ได้ตามความต้องการภายใต้กรอบที่กำหนด เพื่อให้รถทุกคันสะท้อนตัวตนของเจ้าของได้อย่างสมบูรณ์แบบ
Fernando Alonso: แรงบันดาลใจจากสนามสู่ท้องถนน
บุคคลสำคัญที่อยู่เบื้องหลังแนวคิดและการผลักดันให้เกิด Aston Martin Valiant คือ Fernando Alonso อดีตแชมป์โลก Formula 1 สองสมัย (ปี 2005 และ 2006) ผู้ซึ่งปัจจุบันเป็นนักขับคนสำคัญให้กับทีม Aston Martin ในการแข่งขัน Formula 1 ประสบการณ์และความเข้าใจในสมรรถนะระดับสูงสุดของ Alonso จากสนามแข่ง ได้ถูกนำมาหล่อหลอมเข้ากับกระบวนการพัฒนา Valiant ทำให้รถคันนี้ไม่เพียงแต่มีรูปลักษณ์ที่งดงาม แต่ยังเปี่ยมไปด้วยสมรรถนะที่เฉียบคมและพร้อมตอบสนองทุกการขับขี่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ
Aston Martin: มากกว่าซูเปอร์คาร์ คือมรดกแห่งชัยชนะ
หากคุณกำลังมองหาซูเปอร์คาร์สักคัน คำถามที่ว่า “คุณจะเลือกรถแบรนด์อะไร?” อาจนำมาซึ่งคำตอบที่หลากหลาย เพราะรสนิยมและความชอบของแต่ละบุคคลนั้นแตกต่างกัน แต่สำหรับผู้ที่ต้องการมากกว่าแค่สมรรถนะ แต่ยังมองหาประวัติศาสตร์อันยาวนาน DNA แห่งชัยชนะที่สืบทอดมาจากสนามแข่ง และคุณค่าทางศิลปะที่ประเมินค่าไม่ได้ Aston Martin คือคำตอบที่สมบูรณ์แบบ
ชื่อของ Aston Martin เป็นที่รู้จักในวงกว้างจากการปรากฏตัวในภาพยนตร์ในฐานะรถคู่ใจของสายลับ James Bond 007 ซึ่งทำให้แบรนด์นี้กลายเป็นสัญลักษณ์ของความหรูหราและความมีระดับ แต่รากเหง้าที่แท้จริงของ Aston Martin นั้นหยั่งลึกไปกว่านั้น
ประวัติศาสตร์อันยาวนาน: จาก Aston Hill สู่ชัยชนะระดับโลก
Aston Martin ก่อตั้งขึ้นในปี 1913 โดย Lionel Martin และ Robert Bamford ทั้งสองผู้ก่อตั้งเริ่มต้นจากการเป็นผู้จัดจำหน่ายรถยนต์ของบริษัท Singer แต่ด้วยความหลงใหลในการแข่งขันรถยนต์ พวกเขาจึงตัดสินใจสร้างรถแข่งของตนเองขึ้น และนำไปลงแข่งขันที่เนินเขา Aston Hill ในเมือง Buckinghamshire การคว้าชัยชนะในการแข่งขันครั้งนั้น ได้เป็นแรงบันดาลใจในการนำชื่อ “Aston” มารวมกับนามสกุลของ Lionel Martin กลายเป็นที่มาของชื่อ “Aston Martin” อันโด่งดัง ซึ่งถือเป็นการถือกำเนิดของแบรนด์รถยนต์ที่มาจากชัยชนะอย่างแท้จริง
จุดเปลี่ยนสำคัญที่ตอกย้ำศักยภาพของ Aston Martin ในเวทีโลก คือชัยชนะในการแข่งขันรายการ “24 Hours of Le Mans” ในปี 1959 ด้วยรถรุ่น Aston Martin DBR1 ซึ่งขับโดย Caroll Shelby นักแข่งชื่อดังที่ภายหลังประสบความสำเร็จอย่างสูงกับ Ford การคว้าชัยชนะครั้งนี้ เป็นการประกาศศักดาให้โลกรู้ว่า Aston Martin สามารถสร้างสรรค์รถแข่งสมรรถนะสูงที่ทัดเทียมกับแบรนด์ชั้นนำอื่นๆ ได้ และนับตั้งแต่นั้นมา Aston Martin ก็กลายเป็นแบรนด์ที่ดึงดูดผู้ที่หลงใหลในยานยนต์และความเร็วจากทั่วโลก
สัดส่วนทองคำ: ศิลปะและวิทยาศาสตร์ในงานออกแบบ Aston Martin
ความงดงามของ Aston Martin ไม่ได้เป็นเพียงแค่ความบังเอิญ แต่คือผลลัพธ์จากการผสมผสานระหว่างศิลปะและวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำหลักการ “Golden Ratio” หรือ “สัดส่วนทองคำ” มาใช้ในการออกแบบ ซึ่งเป็นหลักการทางคณิตศาสตร์ที่ค้นพบโดยชาวกรีกโบราณเมื่อ 2,000 ปีก่อน หลักการนี้ว่าด้วยสัดส่วนที่สมบูรณ์แบบที่สุด ซึ่งปรากฏให้เห็นในงานศิลปะระดับโลกมากมาย เช่น ภาพวาด Mona Lisa
Aston Martin ได้นำหลักการ Golden Ratio มาประยุกต์ใช้ในการออกแบบรถยนต์ในตระกูลต่างๆ เช่น DB, Vanquish และ Vantage ซึ่งเป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้ซูเปอร์คาร์จาก Aston Martin มีรูปลักษณ์ที่งดงาม สมดุล และน่าดึงดูดสายตาในทุกมุมมอง นอกจากนี้ การออกแบบที่เปรียบเสมือนงานศิลปะเคลื่อนที่นี้ ยังช่วยสร้างความแตกต่างและเอกลักษณ์ที่โดดเด่นให้กับ Aston Martin เมื่อเทียบกับซูเปอร์คาร์แบรนด์อื่นๆ
Vantage: ตำนานแห่งซูเปอร์คาร์ที่ยังคงทรงพลัง
ไม่ว่าคุณจะเป็นแฟนพันธุ์แท้ของ Aston Martin หรือไม่ ชื่อ “Vantage” เป็นชื่อที่คุณน่าจะคุ้นหูเป็นอย่างดี Vantage คือหนึ่งในรุ่นที่สำคัญที่สุดและเป็นที่รู้จักมากที่สุดของ Aston Martin ซึ่งมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งต่อความสำเร็จของแบรนด์มาอย่างยาวนาน
จุดเริ่มต้นของตำนาน Vantage เกิดขึ้นในปี 1950 กับการเปิดตัว Aston Martin DB2 Vantage มาพร้อมเครื่องยนต์ 2.6 ลิตร ที่ให้กำลัง 126 แรงม้า ซึ่งถือเป็นสมรรถนะที่โดดเด่นมากในยุคนั้น และได้รับการพัฒนาบนพื้นฐานของรถแข่งอย่างแท้จริง
ต่อมาในปี 1961 Aston Martin ได้เปิดตัว Aston Martin DB4 Vantage ซึ่งหลายคนยกย่องว่าเป็น “The First Real Vantage” ด้วยเครื่องยนต์ที่ได้รับการอัพเกรดจนมีกำลังสูงถึง 270 แรงม้า เพิ่มขึ้น 10% จากรุ่น DB4 มาตรฐาน
Aston Martin ได้พัฒนารถตระกูล Vantage ออกมาอย่างต่อเนื่องตลอดหลายทศวรรษ ได้แก่:
Aston Martin (AM) Vantage ปี 1972
Aston Martin Vantage V8 ปี 1977
Aston Martin V8 Vantage V600 ปี 1993
Aston Martin DB7 Vantage ปี 1999
Aston Martin V8 Vantage ปี 2008
Aston Martin V12 Vantage ปี 2009
หลังจากห่างหายไปนานถึง 12 ปี ชื่อของ Vantage ก็กลับมาอีกครั้งในปี 2018 ด้วยการปรับเปลี่ยนให้เป็นซูเปอร์คาร์ขนาดเล็กที่มีสมรรถนะสูง โดยหันไปใช้เครื่องยนต์ V8 4.0 ลิตร Twin-Turbocharged ที่พัฒนาโดย Mercedes-AMG ทำให้ Aston Martin Vantage 2018 เป็นรถในกลุ่ม “Entry-Level” ของ Aston Martin ที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น แต่ยังคงไว้ซึ่งความพิเศษและสมรรถนะอันน่าประทับใจ
All-New Aston Martin Vantage: การกลับมาที่สมบูรณ์แบบ
การกลับมาของ All-New Aston Martin Vantage ในโฉมล่าสุดนี้ ไม่เพียงแต่จะถูกใจแฟนพันธุ์แท้ แต่ยังสามารถดึงดูดใจผู้ที่ชื่นชอบซูเปอร์คาร์ทุกคน ด้วยรูปลักษณ์ภายนอกที่ถูกออกแบบมาอย่างพิถีพิถัน ผสมผสานความคลาสสิกของ Vantage ดั้งเดิมเข้ากับความทันสมัยได้อย่างลงตัว ภายใต้การยึดมั่นในหลักการ Golden Ratio เพื่อสัดส่วนที่สมบูรณ์แบบ
ดีไซน์ภายนอก: ความดุดัน สง่างาม ดั่งนักล่า
New Aston Martin Vantage รุ่นล่าสุด มาในรูปแบบของ Sport Coupe ที่มีขนาดกำลังดี ไม่ใหญ่เทอะทะจนเกินไป แต่ยังคงไว้ซึ่งความสง่างามและน่าเกรงขาม ด้วยทรวดทรงที่เสริมด้วยมัดกล้ามจากลายเส้นที่บึกบึน โดยเฉพาะบริเวณซุ้มล้อหน้าและหลัง
การออกแบบส่วนหน้ามีการปรับเปลี่ยนไฟหน้าและกระจังหน้าให้ดูบางเฉียบ แต่แฝงไว้ด้วยเส้นสายที่คมกริบราวกับนักล่าแห่งท้องทะเล สะท้อนถึงบุคลิกของรถที่ดูสุขุมนุ่มลึก แต่พร้อมที่จะพุ่งทะยานออกไปโจมตีเมื่อต้องการ
Aston Martin Vantage Exterior สามารถใช้งานในชีวิตประจำวันได้อย่างสะดวกสบาย แต่ก็พร้อมปลดปล่อยสมรรถนะอันเร้าใจออกมาได้ทันทีที่ต้องการ ตอบโจทย์ทั้งการขับขี่บนท้องถนนทั่วไป ไปจนถึงการลงสนามแข่ง
ฝากระโปรงหน้ามาในรูปแบบ Clamshell ส่วนฝากระโปรงท้ายมีการประดับไฟ LED ที่แฝงเรื่องราวอันเป็นที่มาของแบรนด์ Aston Martin โดยได้แรงบันดาลใจจาก “Aston Hill” หากสังเกตดีๆ จะเห็นว่าไฟเบรก LED เส้นบางยาวตลอดด้านท้ายรถ มีรายละเอียดที่เลียนแบบเทือกเขาที่ตั้งตระหง่าน ซึ่งเป็นการใส่ใจในรายละเอียดที่ประณีต
โลโก้ Aston Martin ทุกชิ้น เป็นงาน Hand-made ทุกขั้นตอน ผลิตจากโรงงานเครื่องประดับอันเลื่องชื่อในประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นที่นิยมในหมู่สังคมชั้นสูง
ประตูรถก็เป็นอีกหนึ่งจุดที่มีการออกแบบอย่างมีเอกลักษณ์ เป็นแบบ Frameless Door ตามสไตล์เฉพาะของ Aston Martin โดยมุมในการเปิดประตูถูกออกแบบให้เชิดขึ้น 30 องศา หรือที่เรียกว่า “Swan Door” เพื่อให้น้ำหนักประตูสมดุล ลดแรงที่ต้องใช้ในการเปิดและปิด ป้องกันการกระแทกที่ไม่จำเป็น
การตกแต่งภายใน: Craftsmanship แห่งความหรูหรา
การตกแต่งภายในของ Aston Martin Vantage Interior ยังคงยึดมั่นในคอนเซ็ปต์ “Craftsmanship” อย่างเต็มเปี่ยม ในฐานะซูเปอร์คาร์ ทุกรายละเอียดสามารถปรับแต่งได้ตามใจปรารถนา ไม่ว่าจะเป็นสีของหนัง หรือสีของด้ายเย็บ Stitching ทุกจุดภายในสามารถเลือกเป็น Option พิเศษสำหรับเจ้าของได้
กระบวนการผลิตภายในรถยนต์ Aston Martin เป็นแบบ “1 ช่าง ต่อ 1 คัน” เนื่องจากระยะการเย็บด้วยมือของแต่ละช่างนั้นมีความแตกต่างกัน ซึ่งนี่คือรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่ซูเปอร์คาร์ระดับ Aston Martin ให้ความสำคัญอย่างสูงสุด
หนังที่ใช้ในการผลิตเป็นหนังแท้คุณภาพสูงสุดจาก Bridge of Weir บริษัทผลิตหนังเก่าแก่ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานไม่แพ้ Aston Martin
เบาะนั่งถูกออกแบบมาเป็นพิเศษ ทาง Aston Martin ระบุว่าผู้ขับขี่สามารถนั่งขับติดต่อกันได้นานถึง 3 ชั่วโมงโดยไม่รู้สึกเมื่อยล้า ซึ่งแสดงให้เห็นว่า Aston Martin Vantage คันนี้ สามารถใช้งานในชีวิตประจำวันได้อย่างสะดวกสบาย ไม่ใช่เพียงรถสำหรับลงสนามแข่งหรือขับในระยะทางสั้นๆ
แม้จะเป็นรถ Coupe 2 ที่นั่ง แต่พื้นที่เก็บสัมภาระใต้ฝากระโปรงท้ายกลับมีขนาดใหญ่กว่าที่คาดคิด Aston Martin ระบุว่ามีความจุมากที่สุดในรถระดับเดียวกันในตลาดขณะนี้
ระบบอำนวยความสะดวกต่างๆ ติดตั้งมาอย่างครบครัน โดยทุกรายละเอียดถูกออกแบบมาพร้อมกับจิตวิญญาณแห่งความสปอร์ต แผงหน้าปัดและคอนโซลถูกดีไซน์ให้ใช้งานง่ายและทันสมัย ควบคุมฟังก์ชันต่างๆ ผ่านหน้าจอ LCD ขนาด 8 นิ้ว ระบบ Entertainment รองรับการเชื่อมต่อกับ iPod, iPhone, ช่องเสียบ USB พร้อมระบบนำทาง GPS Navigation System
พวงมาลัยของ All New Aston Martin Vantage เป็นทรงสี่เหลี่ยมคล้ายกับพวงมาลัยรถแข่ง พร้อมปุ่มควบคุม Multifunction ที่รวมทุกอย่างไว้บนพวงมาลัย เพื่อความปลอดภัยในการขับขี่ตามสไตล์ซูเปอร์คาร์ ไม่ว่าจะเป็นชุดควบคุมเครื่องเสียง, ระบบ Cruise Control, Trip Computer และปุ่มปรับโหมดการขับขี่
โหมดการขับขี่: จากความนุ่มนวล สู่ความเร้าใจ
Aston Martin Vantage Driving Modes มีให้เลือกถึง 3 โหมด คือ Sport, Sport Plus และ Track
Sport Mode: เป็นโหมดเริ่มต้นที่ให้การขับขี่ที่ “แรงจัดจ้าน แต่ควบคุมง่าย” ไม่แข็งกระด้างจนเกินไป เหมาะสำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวัน
Sport Plus Mode: เพิ่มความเร้าใจทันที ทั้งในส่วนของเสียงท่อไอเสียและจังหวะการเปลี่ยนเกียร์
Track Mode: โหมดนี้เหมาะสำหรับผู้ขับขี่ที่มีทักษะสูง เนื่องจากระบบช่วยเหลือการควบคุมต่างๆ จะถูกตัดออกไป เพื่อปลดปล่อยพละกำลังกว่า 500 แรงม้า ออกมาอย่างเต็มที่ ให้ผู้ขับขี่ได้สัมผัสประสบการณ์การควบคุมที่สนุกสนาน และเรียกอะดรีนาลีนได้อย่างถึงขีดสุด
สมรรถนะเครื่องยนต์และระบบส่งกำลัง: หัวใจแห่งความเร็ว
หัวใจของ All New Aston Martin Vantage คือเครื่องยนต์เบนซิน V8 4.0 ลิตร Twin-Turbocharged ที่พัฒนาโดย AMG ให้กำลังสูงสุดถึง 503 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที และแรงบิดมหาศาล 685 นิวตันเมตร ที่ 2,000-5,000 รอบ/นาที ตำแหน่งการวางเครื่องยนต์ถูกออกแบบให้อยู่ชิดกับตัวถังมากที่สุด เพื่อการกระจายน้ำหนักที่สมดุล 50:50 ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ซูเปอร์คาร์คันนี้ควบคุมได้ง่ายแม้ในความเร็วสูง
หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมถึงเลือกใช้เกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะของ ZF คำตอบคือ นักออกแบบตั้งใจให้ Aston Martin Vantage Performance เป็นรถที่ขับง่าย ใครก็ขับได้ และใช้งานได้ทุกวัน เกียร์ ZF คือคำตอบที่ลงตัวที่สุด ด้วยการทำงานที่ราบรื่น ทนทาน นุ่มนวล และมอบประสบการณ์การขับขี่ที่สุนทรีย์ แต่เมื่อต้องการความเร็ว เกียร์ก็พร้อมตอบสนองอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ได้ภายใน 3.6 วินาที และมีความเร็วสูงสุดถึง 314 กม./ชม.
ด้วยน้ำหนักตัวรถเพียง 1,530 กิโลกรัม และการวางตำแหน่งเครื่องยนต์ที่ยอดเยี่ยม เมื่อจับคู่กับล้อขนาด 20 นิ้ว และระบบช่วงล่าง Adaptive Damping System ที่สามารถปรับรูปแบบให้สอดคล้องกับโหมดการขับขี่ได้ โดยโช้คอัพหน้าเป็นแบบ Double Wishbone และด้านหลังเป็นแบบ Multi-Link พร้อมระบบเฟืองท้ายอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Rear Differential) ที่ช่วยกระจายกำลังสู่ล้อหลังได้อย่างเหมาะสม ทำให้ Aston Martin Vantage Handling มีความยอดเยี่ยมและแม่นยำ
Aston Martin กับ Formula 1: สัญลักษณ์แห่งชัยชนะที่กลับมา
หลังจากห่างหายจากวงการ Formula 1 ไปนานถึง 60 ปี Aston Martin ได้กลับมาอีกครั้ง โดย All-New Aston Martin Vantage และ DBX F1® Edition ได้รับหน้าที่เป็นรถ Safety Car และ Medical Car ในการแข่งขัน Formula 1 ฤดูกาล 2021 โดยรถทั้งสองคันมาพร้อมชุดแต่งสีเขียว Racing Green อันเป็นสีประจำทีม Aston Martin Cognizant Formula One พร้อมตกแต่งด้วยสีเขียวสะท้อนแสง Lime Essence
นอกจากนี้ ยังมีการปรับเปลี่ยนองค์ประกอบบางอย่างเพื่อให้เหมาะสมกับการใช้งาน เช่น การติดตั้งแถบไฟ LED บนหลังคา, สัญลักษณ์ FIA และการปรับปรุงอากาศพลศาสตร์ของตัวถัง Aston Martin Vantage และ DBX ในเวอร์ชัน F1® Edition ยังได้รับการเพิ่มพละกำลังเป็น 528 แรงม้าสำหรับ Vantage และ 542 แรงม้าสำหรับ DBX
บทสรุป: Aston Martin Valiant – โอกาสที่คุณไม่ควรพลาด
หากคุณกำลังมองหาซูเปอร์คาร์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว คุณภาพสูง โดดเด่นด้วยสมรรถนะ ความหรูหรา และที่สำคัญที่สุดคือมีประวัติศาสตร์อันเข้มข้นพร้อม DNA แห่งชัยชนะ Aston Martin Valiant คือหนึ่งในตัวเลือกที่คุณควรไปสัมผัสด้วยตนเอง นี่คือยนตรกรรมที่ผสมผสานจิตวิญญาณแห่งการแข่งขันจากสนาม Formula 1 เข้ากับความสง่างามบนท้องถนนได้อย่างลงตัว
สำหรับผู้ที่สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Aston Martin, การนัดหมายเพื่อทดลองขับ, หรือบริการ Valet Test Drive คุณสามารถติดต่อได้ที่ Aston Martin Bangkok ที่เบอร์ 02 670 6040 (Rama III Showroom), 02 610 9775 (Paragon Showroom) หรือผ่านทาง Facebook: Aston Martin Bangkok อย่าพลาดโอกาสในการเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ยนตรกรรมอันงดงามนี้