Aston Martin Valour: การถือกำเนิดของซูเปอร์คาร์ที่หลอมรวมจิตวิญญาณแห่งสนามแข่งและศิลปะแห่งท้องถนน
ในโลกของซูเปอร์คาร์ที่เต็มไปด้วยการแข่งขันอันดุเดือด แบรนด์ Aston Martin ไม่ได้เป็นเพียงผู้ผลิตยานยนต์หรูห
ราเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของประวัติศาสตร์อันยาวนาน DNA แห่งชัยชนะ และการออกแบบที่เปรียบเสมือนงานศิลปะชั้นสูง การปรากฏตัวของ Aston Martin Valour ไม่ใช่แค่การเปิดตัวรถรุ่นใหม่ แต่เป็นการประกาศศักดาถึงปรัชญาการสร้างสรรค์รถยนต์ที่ก้าวข้ามขีดจำกัดระหว่างรถแข่งในสนามและยานยนต์ที่ถูกต้องตามกฎหมายบนท้องถนน
Aston Martin Valour: เมื่อแรงบันดาลใจจากสนามแข่งสู่ท้องถนน
ในช่วงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา โลกยานยนต์ได้ตื่นตะลึงกับการเปิดตัว Aston Martin Valour ซูเปอร์คาร์รุ่นพิเศษที่ถือกำเนิดขึ้นจากแนวคิดอันท้าทายที่จะนำสมรรถนะและจิตวิญญาณของรถแข่งมาสู่รถยนต์ที่สามารถใช้งานได้จริงบนท้องถนนอย่างถูกกฎหมาย รถคันนี้ไม่ใช่เพียงรุ่นที่ต่อยอดมาจาก Aston Martin Valour ที่ผลิตขึ้นเพียง 110 คัน เพื่อฉลองวาระครบรอบ 110 ปีของแบรนด์ในปี 2023 เท่านั้น แต่ยังเป็นการผสมผสาน DNA แห่งชัยชนะที่ฝังรากลึกของ Aston Martin เข้ากับความปราณีตในการสร้างสรรค์ยานยนต์สำหรับผู้ที่ชื่นชอบความสมบูรณ์แบบ
Aston Martin Valour ถูกผลิตขึ้นในจำนวนจำกัดเพียง 38 คันทั่วโลก แต่ละคันได้รับการรังสรรค์ขึ้นอย่างพิถีพิถัน โดยเปิดโอกาสให้เจ้าของสามารถปรับแต่งรายละเอียดต่างๆ ได้ตามความต้องการภายใต้ข้อจำกัดที่เข้มงวด คาดการณ์กันว่า ราคา Aston Martin Valour นั้นจะอยู่ที่ระดับสูงลิ่วถึง 2 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 92 ล้านบาทไทย แต่คุณค่าที่ได้รับนั้นเกินกว่าราคาเมื่อพิจารณาถึงความเป็นเอกลักษณ์ ประวัติศาสตร์ และฝีมือช่างที่ถ่ายทอดลงไปในทุกอณู
แรงบันดาลใจสำคัญเบื้องหลังการสร้างสรรค์ Aston Martin Valour คือ Fernando Alonso อดีตแชมป์โลก Formula 1 สองสมัย (ปี 2005 และ 2006) ผู้ซึ่งปัจจุบันเป็นนักขับให้กับทีม Aston Martin ใน Formula 1 ประสบการณ์และความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในสมรรถนะและพลวัตของรถแข่งของ Alonso มีบทบาทสำคัญในการชี้นำแนวทางการพัฒนา Aston Martin Valour ให้มีคุณสมบัติที่ตอบสนองความต้องการของนักขับที่ต้องการสัมผัสประสบการณ์แห่งสนามแข่งในชีวิตประจำวัน
Aston Martin: มรดกแห่งชัยชนะและศาสตร์แห่งความงาม
เมื่อพูดถึงซูเปอร์คาร์ หลายคนอาจมีแบรนด์ในใจที่แตกต่างกันไปตามรสนิยมและบุคลิก แต่หากคุณกำลังมองหาซูเปอร์คาร์ที่ครบเครื่องอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงสมรรถนะที่เร้าใจ แต่ยังมีเรื่องราว ประวัติศาสตร์อันยาวนาน และ DNA แห่งชัยชนะที่ส่งต่อมาจากสนามแข่งอย่างแท้จริง รวมไปถึงได้รับการประเมินค่าให้เป็นงานศิลปะระดับมาสเตอร์พีซ ‘Aston Martin’ คือคำตอบที่คุณไม่ควรมองข้าม
ชื่อของ Aston Martin เป็นที่รู้จักในวงกว้าง แม้กระทั่งกับผู้ที่ไม่ได้คลุกคลีในวงการรถยนต์ จากการปรากฏตัวในภาพยนตร์ในฐานะพาหนะคู่ใจของสายลับ James Bond 007 แต่เบื้องหลังความหรูหราและความโด่งดังนั้น Aston Martin มีรากฐานที่หยั่งลึกอยู่ในประวัติศาสตร์แห่งวงการมอเตอร์สปอร์ต ก่อตั้งขึ้นในปี 1913 โดย Lionel Martin และ Robert Bamford จากการรวมตัวกันของความหลงใหลในการแข่งขันรถยนต์ ชื่อของแบรนด์นี้ถือกำเนิดขึ้นจากการคว้าชัยชนะบนเนินเขา Aston Hill ในเมือง Buckinghamshire ของ Lionel Martin ผสมผสานกับนามสกุลของเขา จนกลายเป็นชื่อที่สะท้อนถึงจิตวิญญาณแห่งการแข่งขันและความสำเร็จที่ฝังอยู่ใน DNA ตั้งแต่แรกเริ่ม
ความสำเร็จครั้งสำคัญที่ตอกย้ำความเป็นเลิศของ Aston Martin คือชัยชนะในการแข่งขันระดับโลก ‘24 Hours of Le Mans’ ในปี 1959 ด้วยรถรุ่น DBR1 ซึ่งขับโดย Caroll Shelby นักขับในตำนานผู้โด่งดังในเวลาต่อมากับ Ford การคว้าชัยชนะครั้งนั้นเป็นการประกาศก้องให้ทั่วโลกประจักษ์ว่า Aston Martin สามารถสร้างสรรค์ยานยนต์ที่ทรงพลังและมีศักยภาพเทียบเคียงกับคู่แข่งระดับโลกได้อย่างไร้ข้อกังขา
Golden Ratio: กุญแจสู่ความงามอันไร้กาลเวลาของ Aston Martin
ความงามของรถยนต์เป็นสิ่งที่ซับซ้อน และ Aston Martin เข้าใจสิ่งนี้เป็นอย่างดี พวกเขาเชื่อว่าความงามที่แท้จริงไม่ได้มีเพียงมิติของศิลปะเท่านั้น แต่ยังรวมถึงหลักการทางวิทยาศาสตร์ที่สามารถวัดผลได้ ปรากฏการณ์ที่เรียกว่า ‘Golden Ratio’ หรือ ‘สัดส่วนทองคำ’ ที่ชาวกรีกโบราณค้นพบเมื่อ 2,000 ปีก่อน เป็นหลักการที่ Aston Martin นำมาประยุกต์ใช้ในการออกแบบรถยนต์ทุกรุ่น ตั้งแต่ตระกูล DB, Vanquish ไปจนถึง Vantage
Golden Ratio คือสัดส่วนที่สมบูรณ์แบบที่สุด ซึ่งมักถูกนำมาใช้ในการสร้างสรรค์งานศิลปะระดับโลก เช่น ภาพวาด Mona Lisa โดยการนำหลักการนี้มาใช้ในการออกแบบ ทำให้รถยนต์ Aston Martin มีสัดส่วนที่ลงตัว น่ามอง และดึงดูดสายตาจากทุกมุมมองเสมอ ไม่ว่าจะเป็นเส้นสายที่ลื่นไหล รูปทรงที่สง่างาม หรือการจัดวางองค์ประกอบต่างๆ ล้วนสอดคล้องกับสัดส่วนทองคำนี้ ทำให้รถยนต์ Aston Martin ไม่เพียงแต่เป็นยานพาหนะ แต่ยังเปรียบเสมือนงานศิลปะเคลื่อนที่ ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว แตกต่างจากซูเปอร์คาร์แบรนด์อื่นอย่างชัดเจน
Aston Martin Vantage: ไอคอนแห่งตำนานที่ถูกปลุกขึ้นมาใหม่
ไม่ว่าคุณจะเป็นแฟนพันธุ์แท้ของ Aston Martin หรือไม่ ชื่อของ ‘Vantage’ คือชื่อที่คุณน่าจะคุ้นหูเป็นอย่างดี ‘Vantage’ เปรียบเสมือนไอคอนสำคัญที่สร้างชื่อเสียงและความสำเร็จให้กับ Aston Martin มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงทศวรรษที่ 1950
จุดเริ่มต้นของตำนาน Vantage คือ ‘DB2 Vantage’ ที่เปิดตัวในปี 1950 มาพร้อมกับสมรรถนะอันโดดเด่นของเครื่องยนต์ 2.6 ลิตร ที่ให้กำลังถึง 126 แรงม้า ซึ่งถือเป็นนวัตกรรมที่น่าจับตามองอย่างยิ่งในยุคนั้น การพัฒนาบนพื้นฐานของรถแข่งทำให้ Vantage เป็นที่หมายปองของนักขับที่ต้องการสมรรถนะเหนือชั้น
ต่อมาในปี 1961 ‘DB4 Vantage’ ได้ถือกำเนิดขึ้น และได้รับการขนานนามว่าเป็น ‘The First Real Vantage’ ด้วยเครื่องยนต์ที่ได้รับการพัฒนาจนมีกำลังแรงม้าสูงถึง 270 แรงม้า เพิ่มขึ้นถึง 10% จากรุ่น DB4 มาตรฐาน หลังจากนั้น Aston Martin ได้พัฒนารถตระกูล Vantage ออกมาอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ AM Vantage (1972), Vantage V8 (1977), V8 Vantage V600 (1993), DB7 Vantage (1999), V8 Vantage (2008), และ V12 Vantage (2009)
หลังจากห่างหายไปนานถึง 12 ปี ‘Vantage’ ก็ได้กลับมาอีกครั้งในปี 2018 การกลับมาครั้งนี้ Aston Martin ได้ปรับเปลี่ยนตำแหน่งทางการตลาดให้ Vantage เป็นซูเปอร์คาร์ขนาดเล็กที่เปี่ยมไปด้วยสมรรถนะ โดยหันไปใช้เครื่องยนต์ V8 4.0 ลิตร Twin-Turbocharged ที่พัฒนาโดย Mercedes-AMG ทำให้ ‘Vantage’ กลายเป็นรถ ‘Entry-Level’ ที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น แต่ยังคงไว้ซึ่งความพิเศษและเอกลักษณ์ของแบรนด์
All-New Aston Martin Vantage: การผสมผสานระหว่างความคลาสสิกและล้ำสมัย
การกลับมาของ All-New Aston Martin Vantage โฉมล่าสุด ไม่ได้มีเพียงแค่แฟนพันธุ์แท้ที่จะต้องหลงรัก แต่ยังสามารถดึงดูดผู้ที่ชื่นชอบซูเปอร์คาร์ด้วยรูปลักษณ์ที่ออกแบบมาอย่างพิถีพิถัน สวยงามลงตัวไร้ที่ติ ภายใต้แนวคิด Golden Ratio ที่สัดส่วนสมบูรณ์แบบเช่นเคย ผสานกับความทันสมัยที่สอดแทรกเข้าไปในความคลาสสิกของ Vantage รุ่นดั้งเดิมได้อย่างลงตัว
ภายนอก (EXTERIOR): ความสง่างาม ดุดัน และมีเสน่ห์
New Aston Martin Vantage รุ่นล่าสุด มาในร่างของ Sport Coupe ที่มีขนาดไม่ใหญ่เทอะทะ แต่แฝงไว้ด้วยความน่าเกรงขามด้วยทรวดทรงและมัดกล้ามจากลายเส้นที่บึกบึน โดยเฉพาะบริเวณซุ้มล้อหน้า-หลังที่ดูแข็งแกร่ง
การปรับเปลี่ยนดีไซน์บริเวณด้านหน้า ทั้งไฟหน้าและกระจังหน้าใหม่ ให้มีความบางเฉียบ แต่แฝงไว้ด้วยเส้นสายที่เฉียบคมราวกับนักล่าแห่งท้องทะเลอย่างปลาฉลาม สะท้อนถึงบุคลิกของรถที่ดูนิ่งสุขุม แต่พร้อมที่จะพุ่งทะยานออกไปล่าเหยื่อได้ในทันที
แม้จะเป็นซูเปอร์คาร์สมรรถนะสูง แต่ New Aston Martin Vantage ก็ยังคงตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวันได้อย่างสบายๆ พร้อมที่จะดึงศักยภาพที่ซ่อนอยู่ออกมาใช้ได้ทุกเมื่อที่ต้องการ ไม่ว่าจะเป็นการขับบนท้องถนนทั่วไป หรือการลงสนาม Track แข่งขัน
ฝากระโปรงหน้าแบบ Clamshell และฝากระโปรงท้ายที่ประดับไฟ LED นั้น ซ่อนเรื่องราวความเป็นมาของแบรนด์ Aston Martin เอาไว้อย่างแยบยล โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจาก ‘Aston Hill’ สังเกตได้จากรายละเอียดของไฟเบรกที่เป็นเส้นบางเฉียบพาดตลอดด้านท้ายรถ ที่มีลักษณะคล้ายเทือกเขาอันตระหง่านซ่อนอยู่
ตราสัญลักษณ์ Aston Martin ทุกชิ้น เป็นงาน Hand-made ที่ผลิตโดยช่างฝีมือจากโรงงานเครื่องประดับชั้นนำในประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นที่นิยมในหมู่ชนชั้นสูงเท่านั้น
ประตูของตัวรถเป็นอีกหนึ่งจุดที่มีการเปิด-ปิดอย่างมีเอกลักษณ์ และเป็นประตูแบบ Frameless Door ตามแบบฉบับเฉพาะของ Aston Martin องศาการเปิดประตูถูกออกแบบให้เชิดขึ้น 30 องศา หรือที่เรียกว่า ‘Swan Door’ เพื่อลดแรงกระแทกและลดการออกแรงในการเปิด-ปิดให้น้อยที่สุด
ภายใน (INTERIOR): ความหรูหรา ประณีต และให้ความรู้สึกพิเศษ
การตกแต่งภายในของ Aston Martin ยังคงยึดมั่นในคอนเซ็ปต์ ‘Craftsmanship’ เมื่อเป็นรถระดับซูเปอร์คาร์ ทุกรายละเอียดสามารถปรับแต่งได้ตามความต้องการของเจ้าของ ไม่ว่าจะเป็นสีของหนัง สีของด้าย Stitching ทุกจุดภายในสามารถเลือกเป็น Option ได้ตามใจปราถนา การผลิตภายในรถยนต์ Aston Martin จะใช้ช่าง 1 คน ต่อรถ 1 คัน เนื่องจากระยะการเย็บเดินด้ายด้วยมือของแต่ละคนนั้นจะมีระยะที่ไม่เท่ากัน และนี่คือรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่ Aston Martin ไม่เคยละเลย
สำหรับหนังที่ใช้ในการตกแต่งภายใน เป็นหนังแท้คุณภาพสูงสุดจาก ‘Bridge of Weir’ บริษัทผู้ผลิตหนังเก่าแก่ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานไม่แพ้ Aston Martin
เบาะนั่งได้รับการออกแบบมาเป็นพิเศษ เพื่อให้ผู้ขับขี่สามารถนั่งขับติดต่อกันได้นานถึง 3 ชั่วโมงโดยไม่เกิดอาการเมื่อยล้า นี่คืออีกหนึ่งข้อพิสูจน์ว่า New Aston Martin Vantage คันนี้ สามารถใช้งานในชีวิตประจำวันได้อย่างสะดวกสบาย ไม่ใช่เพียงรถสำหรับขับในสนามแข่งหรือระยะทางใกล้ๆ เท่านั้น
แม้จะเป็นรถ Coupe 2 ที่นั่ง แต่ช่องเก็บสัมภาระใต้ฝากระโปรงหลังกลับมีพื้นที่กว้างขวางอย่างน่าทึ่ง Aston Martin ระบุว่ามี Capacity มากที่สุดในรถ Segment เดียวกันในตลาดปัจจุบัน
ระบบอำนวยความสะดวกต่างๆ ของ Aston Martin Vantage ถูกติดตั้งมาอย่างเต็มพิกัด ออกแบบทุกรายละเอียดโดยแฝงไว้ด้วยจิตวิญญาณแห่งความสปอร์ต แผงหน้าปัดและแผงควบคุมต่างๆ ถูกดีไซน์ให้ใช้งานง่าย ดูทันสมัย ควบคุมการทำงานผ่านหน้าจอ LCD ขนาด 8 นิ้ว ระบบ Entertainment รองรับการเชื่อมต่อกับ iPod, iPhone, ช่องเสียบ USB พร้อมระบบนำทางผ่านดาวเทียม GPS Navigation System
พวงมาลัยของ All New Aston Martin Vantage เป็นทรงสี่เหลี่ยมคล้ายกับที่ใช้ในรถแข่ง พร้อมรวมปุ่มควบคุม Multifunction ไว้บนพวงมาลัยเพื่อความปลอดภัยในการขับขี่สูงสุด ไม่ว่าจะเป็นชุดควบคุมเครื่องเสียง, ระบบควบคุมความเร็วคงที่อัตโนมัติ Cruise Control, ระบบ Trip Computer และปุ่มปรับโหมดการขับขี่ที่มีให้เลือกถึง 3 โหมด ได้แก่ Sport, Sport Plus และ Track นอกจากนี้ยังมีปุ่มปรับความแข็งช่วงล่าง และก้านเปลี่ยนเกียร์สไตล์สปอร์ตหลังพวงมาลัย
โหมดการขับขี่ Sport คือโหมดเริ่มต้นที่ให้สัมผัส ‘แรงจัดจ้าน แต่ควบคุมง่าย’ ไม่แข็งกระด้าง เหมาะกับการขับในชีวิตประจำวัน ส่วนโหมด Sport Plus จะเพิ่มความเร้าใจทันที ทั้งเสียงท่อไอเสียและจังหวะการเปลี่ยนเกียร์ และสำหรับโหมด Track นั้น เหมาะสำหรับผู้ที่มีทักษะการขับขี่พอสมควร เพราะระบบช่วยเหลือการขับขี่จะถูกตัดออกทั้งหมด เพื่อปลดปล่อยพละกำลังกว่า 500 แรงม้า ให้ผู้ขับขี่ได้สัมผัสประสบการณ์การควบคุมที่ท้าทายและตื่นเต้นเร้าใจถึงขีดสุด
เครื่องยนต์ ระบบส่งกำลัง และสมรรถนะ: พลังอันไร้ขีดจำกัด
ขุมกำลังของ All New Aston Martin Vantage มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซิน V8 4.0 ลิตร Twin-Turbocharged จาก AMG ที่ให้กำลังสูงสุดถึง 503 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที และแรงบิดมหาศาลถึง 685 นิวตันเมตร ที่ 2,000-5,000 รอบ/นาที ตำแหน่งเครื่องยนต์ถูกติดตั้งให้ชิดกับตัวถังมากที่สุด เพื่อการกระจายน้ำหนักที่สมดุล 50:50 ทำให้ซูเปอร์คาร์คันนี้ควบคุมได้ง่ายแม้ในความเร็วสูง
หลายคนอาจสงสัยว่าเหตุใด Aston Martin จึงเลือกใช้เกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะของ ZF คำตอบคือ นักออกแบบตั้งใจให้ All New Aston Martin Vantage เป็นรถที่ขับง่าย ใครก็สามารถขับได้ และใช้งานได้ทุกวัน เกียร์ ZF ตอบโจทย์นี้ได้เป็นอย่างดี เป็นเกียร์ที่ทำงานเรียบง่าย ทนทาน ให้ความนุ่มนวล และมอบสุนทรียภาพในการขับขี่ที่ดีเยี่ยม แต่เมื่อต้องการสมรรถนะสูงสุด เกียร์ก็พร้อมตอบสนองอย่างรวดเร็ว ทำให้สามารถทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ได้ภายใน 3.6 วินาที และมีความเร็วสูงสุดถึง 314 กม./ชม.
ด้วยน้ำหนักตัวรถเพียง 1,530 กก. และการวางตำแหน่งเครื่องยนต์ที่ยอดเยี่ยม เมื่อจับคู่กับล้อขนาด 20 นิ้ว และระบบช่วงล่าง Adaptive Damping System ที่สามารถปรับรูปแบบให้สอดคล้องกับโหมดการขับขี่ Sport, Sport Plus และ Track ได้ โช้คอัพหน้าแบบ Double Wishbone และหลังแบบ Multi-link พร้อมระบบเฟืองท้ายอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Rear Differential) ที่ช่วยกระจายกำลังสู่ล้อคู่หลังอย่างเหมาะสม ทำให้รถคันนี้มีการควบคุมที่เฉียบคมและเหนือชั้น
Aston Martin กับ Formula 1: การกลับมาที่ยิ่งใหญ่
หลังจากห่างหายไปจากวงการ Formula 1 นานถึง 60 ปี Aston Martin ได้กลับคืนสู่สังเวียนการแข่งขันอีกครั้ง ด้วยการเปิดตัว All-New Aston Martin Vantage และ DBX F1® Edition ทำหน้าที่เป็นรถ Safety Car และรถพยาบาลในการแข่งขัน Formula 1 ฤดูกาล 2021 โดยรถทั้งสองคันจะมาพร้อมชุดแต่งสี Racing Green อันเป็นสีประจำทีม Aston Martin Cognizant Formula One ตกแต่งด้วยสีเขียวสะท้อนแสง Lime Essence นอกจากนี้ยังมีการปรับเปลี่ยนองค์ประกอบบางอย่างให้เหมาะสมกับวัตถุประสงค์มากขึ้น เช่น แถบไฟ LED บนหลังคา เครื่องหมาย FIA และการปรับปรุงตัวถังเพื่อหลักอากาศพลศาสตร์ ทำให้ Aston Martin Vantage เวอร์ชั่น F1 มีพละกำลังเพิ่มขึ้นเป็น 528 แรงม้า และ DBX เป็น 542 แรงม้า
บทสรุป: Aston Martin Valour คือนิยามใหม่ของซูเปอร์คาร์
หากคุณกำลังมองหาซูเปอร์คาร์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว คุณภาพสูง สปอร์ต เร้าใจ หรูหรา และโดดเด่นไม่ซ้ำใครบนท้องถนน ที่สำคัญคือมีประวัติศาสตร์และ DNA แห่งผู้ชนะอยู่ในตัวอย่างเข้มข้น Aston Martin Valour คืออีกหนึ่งตัวเลือกที่คุณไม่ควรพลาด การได้สัมผัสและทดลองขับด้วยตัวเอง จะทำให้คุณเข้าใจถึงปรัชญาและจิตวิญญาณที่ Aston Martin ต้องการสื่อสารผ่านยานยนต์ระดับตำนานคันนี้
สำหรับท่านที่สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการซื้อ Aston Martin Valour หรือรถยนต์ Aston Martin รุ่นอื่นๆ ทำการนัดหมายเพื่อทดลองขับ หรือต้องการสอบถามข้อมูลบริการ Valet Test Drive กรุณาติดต่อ Aston Martin Bangkok ได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 670 6040 (RAMA III SHOWROOM), 02 610 9775 (PARAGON SHOWROOM) หรือติดต่อผ่านช่องทาง Facebook: Aston Martin Bangkok เพื่อสัมผัสประสบการณ์อันเหนือระดับที่คุณคู่ควร