![[ครบชุด] T2103239 อย าต ดส นคนแค เพ ยงฉากเด ยว หน งต องด ให จบก อน](https://filmthai.thocahouse.vn/wp-content/uploads/2026/03/fb_natural_20260321_204501.jpg)
Ferrari 12Cilindri: การกลับมาของตำนาน V12 สู่ยุคใหม่ พร้อมรางวัลการออกแบบอันทรงเกียรติ
ในโลกของซูเปอร์คาร์ที่เต็มไปด้วยนวัตกรรมและความเร็วที่เหนือจินตนาการ ชื่อของ Ferrari คือสัญลักษณ์แห่งสมรรถนะ ความหรูหรา และการออกแบบที่ไร้ที่ติ มาสู่ปี 2025 นี้ Ferrari ได้ตอกย้ำความเป็นผู้นำอีกครั้งด้วยการเปิดตัว Ferrari 12Cilindri เรือธงรุ่นใหม่ที่ผสมผสานมรดกอันยาวนานเข้ากับเทคโนโลยีล้ำสมัยได้อย่างลงตัว ไม่เพียงแต่การขับขี่ที่น่าตื่นตาตื่นใจ แต่ยังได้รับการยอมรับในระดับสากลด้วยการคว้ารางวัลอันทรงเกียรติอย่าง Car Design Award 2025 สาขา Production Cars ซึ่งเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความโดดเด่นด้านการออกแบบที่เหนือกาลเวลา
Car Design Award 2025: เครื่องหมายแห่งความเป็นเลิศด้านการออกแบบ
Car Design Award ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี ถือเป็นหนึ่งในรางวัลด้านการออกแบบยานยนต์ที่มีชื่อเสียงและได้รับการยอมรับมากที่สุดในโลก ในปี 2025 นี้ Ferrari 12Cilindri ได้รับเลือกให้เป็นผู้ชนะในหมวด Production Cars ซึ่งสะท้อนถึงความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของทีมออกแบบภายใต้การนำของ Flavio Manzoni หัวหน้าฝ่ายออกแบบของ Ferrari การได้รับรางวัลนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลลัพธ์ของการผสมผสานวิสัยทัศน์อันเฉียบคม ความเชี่ยวชาญเชิงลึก และความหลงใหลในศิลปะแห่งการออกแบบยานยนต์
คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิได้ยกย่อง Ferrari 12Cilindri ว่าเป็น “สายใยอันแน่นแฟ้นระหว่างรากฐานดั้งเดิมและอนาคตของแบรนด์” คำกล่าวนี้บ่งชี้ถึงความสามารถของ Ferrari ในการรักษามรดกอันทรงคุณค่าของแบรนด์ พร้อมทั้งก้าวไปข้างหน้าด้วยนวัตกรรมและการออกแบบที่ล้ำสมัย นี่คือ Ferrari คันที่ 5 ที่ได้รับรางวัลอันทรงเกียรตินี้ นับตั้งแต่ก่อตั้งรางวัลขึ้นในปี 1984 ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสม่ำเสมอของ Ferrari ในการนำเสนอผลงานการออกแบบที่ยอดเยี่ยมสู่ตลาดโลก
พิธีมอบรางวัลอันทรงเกียรตินี้จัดขึ้น ณ พิพิธภัณฑ์ ADI Design Museum ในเมืองมิลาน ประเทศอิตาลี ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงาน Milan Design Week งานนี้ได้รวบรวมผู้ที่คร่ำหวอดในวงการออกแบบยานยนต์จากทั่วโลก เพื่อเฉลิมฉลองความสำเร็จและความคิดสร้างสรรค์ การที่ Flavio Manzoni ขึ้นรับรางวัลในนามของทีมออกแบบ ถือเป็นเกียรติยศที่สะท้อนถึงความทุ่มเทและความเป็นเลิศของทีมงาน Ferrari
Car Design Award ก่อตั้งขึ้นในปี 1984 โดยมีเป้าหมายเพื่อยกย่องโครงการออกแบบที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ ผู้ชนะจะถูกคัดเลือกจากคณะกรรมการที่มีความเชี่ยวชาญ ซึ่งประกอบด้วยตัวแทนจากสื่อมวลชนด้านยานยนต์ชั้นนำระดับสากล เพื่อให้มั่นใจได้ว่าการตัดสินจะมีความเป็นธรรมและสะท้อนถึงมาตรฐานสูงสุดของการออกแบบยานยนต์
ประวัติศาสตร์แห่งชัยชนะ: Ferrari กับรางวัล Car Design Award
การได้รับรางวัล Car Design Award ไม่ใช่ครั้งแรกสำหรับ Ferrari นับตั้งแต่ปี 1984 เป็นต้นมา มี Ferrari หลายรุ่นที่ได้รับเกียรติยศนี้ในหมวด Production Cars ซึ่งแต่ละรุ่นล้วนเป็นไอคอนแห่งยุคสมัย:
Ferrari Testarossa (1985): รถสปอร์ตในตำนานที่ยังคงเป็นที่ต้องการจนถึงปัจจุบัน
Ferrari Roma (2020): การตีความใหม่ของ Grand Tourer อันหรูหรา ที่ผสมผสานความสง่างามแบบคลาสสิกเข้ากับสมรรถนะยุคใหม่
Ferrari 296 GTB (2022): ซูเปอร์คาร์ไฮบริดที่แสดงถึงก้าวสำคัญของ Ferrari ในด้านเทคโนโลยี Powertrain
Ferrari Purosangue (2023): รถยนต์สไตล์ SUV รุ่นแรกของ Ferrari ที่พลิกโฉมอุตสาหกรรม
Ferrari 12Cilindri (2025): เรือธง V12 รุ่นใหม่ ที่สืบทอดจิตวิญญาณแห่งความเร็วและความหรูหรา
นอกจากนี้ ในปีเดียวกันที่ Ferrari 12Cilindri ได้รับรางวัล ทีมออกแบบของ Ferrari ยังได้รับอีกหนึ่งรางวัลอันทรงเกียรติในหมวด Brand Design Language จาก Ferrari Purosangue ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งและความสอดคล้องของปรัชญาการออกแบบของ Ferrari ในทุกเซกเมนต์
คณะกรรมการ ADI ให้เหตุผลในการเลือก Ferrari 12Cilindri ไว้ว่า: “ดีไซน์ของ 12Cilindri ถ่ายทอดจิตวิญญาณของ Ferrari V12 ยุค 50 และ 60 ได้เป็นอย่างดี ผ่านการทบทวนและปรับปรุงใหม่ ด้วยการพัฒนาด้านแอโรไดนามิกในปัจจุบันจะไม่ได้อ้างอิงจากแค่ความรู้และประสบการณ์ที่สั่งสมอย่างที่ผ่านมาแล้ว แต่จะใช้หลักวิทยาศาสตร์เป็นหลัก สายใยอันแน่นแฟ้นระหว่างรากฐานดั้งเดิมและอนาคตของแบรนด์ได้ผลักดันให้โครงการนี้ผสานสองจิตวิญญาณที่โดดเด่น ได้แก่ความสปอร์ตและความหรูหรา เพื่อสร้างเอกลักษณ์ที่เหนือความคาดหมาย”
การออกแบบของ Ferrari 12Cilindri: สุนทรียศาสตร์แห่ง V12 ที่ก้าวข้ามกาลเวลา
Ferrari 12Cilindri ได้รับแรงบันดาลใจจากสุดยอดรถ Gran Turismo ในยุค 1950s และ 1960s ซึ่งเป็นยุคทองของเครื่องยนต์ V12 วางหน้า ขับเคลื่อนล้อหลัง สองที่นั่ง ที่เป็นหัวใจสำคัญของ Ferrari มาตลอด การออกแบบของ 12Cilindri คือการนำภารกิจอันยิ่งใหญ่นี้มาสู่ยุคปัจจุบันอย่างสมบูรณ์แบบ ทั้งในด้านความงามสง่า ความอเนกประสงค์ และสมรรถนะอันไร้ขีดจำกัด
รูปลักษณ์ภายนอกของ 12Cilindri สะท้อนถึงความสปอร์ต ความหรูหรา และความละเมียดละไมในทุกเส้นสาย ตัวถังเรียบง่ายแต่แฝงไว้ด้วยพลังอันมหาศาล การออกแบบที่โดดเด่นประกอบด้วย:
แอโรไดนามิกแบบแอคทีฟ (Active Aerodynamics): ผสานเข้ากับตัวรถอย่างแนบเนียน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการยึดเกาะถนนและการทรงตัวในทุกสภาวะ
ฝากระโปรงหน้าที่เปิดย้อนทาง: เผยให้เห็นความงดงามของขุมพลัง V12 ที่วางอยู่ใต้ฝากระโปรง เป็นการออกแบบที่ทั้งใช้งานได้จริงและสร้างจุดสนใจ
ท่อไอเสียคู่แบบ Twin Pair: เอกลักษณ์เฉพาะตัวของ Ferrari เครื่องยนต์ V12 ที่สะท้อนถึงพละกำลังอันดุดัน
การออกแบบเหล่านี้ล้วนสะท้อนถึงการยกระดับมรดกของ Ferrari ให้ก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นด้านการดีไซน์ที่โดดเด่น สมรรถนะที่เหนือชั้น และความสะดวกสบายในการขับขี่ที่ได้รับการพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น
เมื่อมองภายนอก หลายคนอาจนึกถึง Ferrari F80 ด้วยเส้นสายที่ดูโฉบเฉี่ยว แต่ 12Cilindri มีกลิ่นอายที่แตกต่างออกไป ด้านหน้ามีดีไซน์ที่ชวนให้นึกถึง Ferrari 365 GTB/4 Daytona อันเป็นที่รักในอดีต ขณะที่เส้นสายด้านข้างบริเวณประตูมีความโค้งมนกว่ารุ่นก่อนๆ ซึ่งเน้นความดุดันสปอร์ตอย่างชัดเจน 12Cilindri จึงมีภาพลักษณ์ที่กระชับ เรียบหรู และโค้งมน พร้อมมัดกล้ามเนื้อตามสไตล์ Ferrari ยุค 50-60s ซึ่งแตกต่างจาก F80 ที่เน้นความดุดัน
ด้านหน้าของ 12Cilindri ใช้ไฟหน้าทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า โดยมีไฟ Daytime Running Lights (DRLs) อยู่ด้านล่าง คาดด้านหน้าด้วยแถบสีดำพร้อมวางโลโก้ Ferrari ขนาดเล็กไว้ตรงกลาง เพิ่มกลิ่นอายแบบเรโทรได้อย่างลงตัว กระจังหน้าเป็นแบบตะแกรงสีดำ พร้อมเซ็นเซอร์ที่ช่วยในการรับลมระบายความร้อนให้กับเครื่องยนต์ขนาดใหญ่ที่อยู่ใต้ฝากระโปรง ฝากระโปรงหน้ามีความยาวและมีช่องระบายอากาศสองช่อง คล้ายกับ Ferrari 812 Superfast เพื่อรองรับขุมพลัง V12 NA ซึ่งอาจเป็น V12 รุ่นสุดท้ายของ Ferrari
เมื่อมองด้านข้าง จะเห็นเส้นสายที่โค้งมนเป็นมัดกล้ามเนื้ออย่างชัดเจน โดยเฉพาะบริเวณโป่งล้อหน้า ซึ่งแท้จริงแล้วเป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบฝากระโปรงหน้าที่ทำให้เกิดมิติแบบนั้น คล้ายกับ Ferrari ในอดีต บริเวณใต้โป่งล้อหลังล้อหน้าจะมีช่องระบายลมเพื่อจัดระเบียบการไหลเวียนของอากาศให้ไหลผ่านออกทางด้านข้างตัวรถ รายละเอียดเหล่านี้แตกต่างจาก 812 Superfast ที่เน้นความสปอร์ตโฉบเฉี่ยวอย่างสุดขีด
ล้อของ 12Cilindri มาพร้อมยางหน้าขนาด 275/35 R21 และยางหลัง 315/35 R21 แม้จะมีล้อขนาดใหญ่และยางที่ดูไม่หนามากนัก แต่ประสบการณ์การขับขี่กลับเหนือความคาดหมาย ระบบเบรกหน้ามีขนาด 398 x 223 x 38 มม. และเบรกหลัง 360 x 233 x 32 มม. มาพร้อมระบบเลี้ยว 4 ล้อ ระบบเบรกนี้ยกมาจากรถรุ่นท็อปอย่าง SF90 และ 296 เป็นระบบ Brake-by-wire ที่ทำงานร่วมกับ ABS Evo เพื่อความแม่นยำในการเบรก และระบบ Virtual Short Wheelbase 3.0 (PCV) ที่ควบคุมมุมล้อหน้าหลังเพื่อการเลี้ยวที่เฉียบคม นอกจากนี้ยังมีระบบรักษาการทรงตัว Slide Slip Control 8.0 (SSC 8.0) ประมวลผลร่วมกับเซ็นเซอร์ 6D เพื่อวิเคราะห์แรงยึดเกาะแบบ Real-time ทำให้ผู้ขับขี่มั่นใจในทุกสถานการณ์
การออกแบบท้ายรถมีความทันสมัย แต่ยังคงกลิ่นอายความเรโทรเอาไว้ มีความแบนราบคล้าย SF90 แต่ไฟท้ายคล้ายกับ Roma ดิฟฟิวเซอร์ด้านล่างขนาดใหญ่ช่วยเรื่องการรีดอากาศ ซึ่งถือเป็นการออกแบบท้ายรถที่สวยงามลงตัวและร่วมสมัย บริเวณฝากระโปรงท้ายเป็นแถบสีดำเช่นเดียวกับด้านหน้า ออกแบบให้มีลักษณะคล้าย Ducktail เล็กน้อย แต่ที่น่าทึ่งคือปีกซ้ายและขวาซ่อนสปอยเลอร์แบบ Active ไว้ ซึ่งจะทำงานในช่วง 60 กม./ชม. ขึ้นไป เพื่อเพิ่มแรงกดอากาศ ทำให้รถนิ่งขึ้นเมื่อขับขี่ พื้นที่เก็บสัมภาระด้านในเพียงพอสำหรับการเดินทางระยะสั้น
ภายในของ Ferrari 12Cilindri: ประสบการณ์ Dual Cockpit ที่หรูหราและเป็นส่วนตัว
ภายในของ Ferrari 12Cilindri เน้นการใช้วัสดุพรีเมียมตามสไตล์รถสปอร์ต GT รุ่นเรือธง การออกแบบสไตล์ Dual Cockpit มอบความรู้สึกปลอดภัยและเป็นส่วนตัวให้กับผู้ขับขี่และผู้โดยสาร ห้องโดยสารและคอนโซลใช้วัสดุคุณภาพสูง เช่น หนังแท้ หนังกลับ Alcantara และคาร์บอนไฟเบอร์ คอนโซลถูกแบ่งออกเป็นสองฝั่งอย่างชัดเจน
หัวใจสำคัญของการออกแบบภายในคือหน้าจอแสดงผลขนาดใหญ่ 3 ชุด:
หน้าจอมาตรวัดผู้ขับขี่ขนาด 15.6 นิ้ว: แสดงข้อมูลการขับขี่ทั้งหมดอย่างครบถ้วน
หน้าจอกลางขนาด 10.25 นิ้ว: เชื่อมต่อกับ Apple CarPlay และ Android Auto แสดงผลข้อมูลต่างๆ รวมถึงสมรรถนะของรถ
หน้าจอสำหรับผู้โดยสารด้านหน้าขนาด 8.8 นิ้ว: ผู้โดยสารสามารถตรวจสอบความเร็วและรอบเครื่องยนต์ได้ ให้ความรู้สึกเหมือนเป็น Co-Driver ใต้หน้าจอนี้มีแผ่นป้ายรุ่น 12Cilindri ติดตั้งอยู่ พร้อมระบบเครื่องเสียง 15 ลำโพงจาก Burmester Audio System เพื่อประสบการณ์ความบันเทิงขั้นสูงสุด
พวงมาลัยเป็นแบบมัลติฟังก์ชั่นพร้อม Paddle Shift ซึ่งเป็นศูนย์กลางการควบคุมทุกอย่างสำหรับผู้ขับขี่ มีทั้งปุ่มสตาร์ท ปุ่มปรับโหมดการขับขี่ ปุ่มไฟเลี้ยว และปุ่มควบคุมอื่นๆ อีกมากมายที่ทำให้การปรับตั้งค่าต่างๆ ทำได้สะดวกสบายโดยไม่ต้องละมือจากพวงมาลัย เช่นเดียวกับรถรุ่นเรือธงอื่นๆ ของ Ferrari
บริเวณคอนโซลกลางมีที่วางแก้วน้ำ 1 จุด และยังมีช่องสำหรับเสียบขวดน้ำที่ประตูทั้งสองฝั่งเพื่อความสะดวกสบายในการใช้งาน เกียร์อัตโนมัติ DCT ถูกออกแบบให้มีรูปลักษณ์คล้ายคันเกียร์แมนวลแบบเรโทรของ Ferrari ในอดีต โดยเป็นการดันก้านเล็กๆ ขึ้นลงเพื่อเข้าเกียร์ ถัดลงมาเป็นจุดวางกุญแจ และมีปุ่มเปิด-ปิดกระจก หากเป็นรุ่น Spider ก็จะมีปุ่มเปิด-ปิดหลังคาเพิ่มเข้ามา
เบาะนั่งเป็นทรงสปอร์ตสไตล์รถแข่ง GT ที่มีพื้นฐานเป็นคาร์บอนไฟเบอร์ หุ้มด้วยหนังหรือหนัง Alcantara ตามออปชั่นที่เลือก ที่วางแขนตรงกลางอาจจะดูเล็กไปบ้าง แต่ภายในสามารถเก็บของได้ บริเวณเท้าฝั่งผู้โดยสารมีแป้นรองรับเท้ามาให้
ขุมพลัง V12 NA: จิตวิญญาณแห่ง Ferrari ที่ยังคงเต้นแรง
Ferrari 12Cilindri ยังคงยึดมั่นในจิตวิญญาณอันเป็นเอกลักษณ์ด้วยขุมพลัง V12 แบบดูดอากาศเข้าตามธรรมชาติ (Naturally Aspirated – NA) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของรถสปอร์ตจาก Maranello มาอย่างยาวนาน เครื่องยนต์ V12 ขนาด 6.5 ลิตร (6,496 ซีซี) นี้ ได้รับการปรับปรุงจากเครื่องยนต์ V12 ของ 812 Superfast โดยมีการเปลี่ยนชิ้นส่วนข้อเหวี่ยงเป็นไทเทเนียมเพื่อลดน้ำหนักและเพิ่มประสิทธิภาพการหมุนสูงสุดถึง 40% เมื่อเทียบกับเหล็กหล่อ นอกจากนี้ยังใช้อะลูมิเนียมอัลลอยในการผลิตหัวลูกสูบและเพลาข้อเหวี่ยง รวมถึงการนำเทคโนโลยีจาก Formula 1 มาใช้ เช่น การเคลือบผิวด้วย Diamond-Like-Carbon Coating เพื่อลดแรงเสียดทานภายในและเพิ่มประสิทธิภาพเชิงกล
เครื่องยนต์ V12 NA นี้ ให้กำลังสูงสุด 830 แรงม้า ที่ 9,250 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุด 678 นิวตันเมตร ที่ 7,250 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ Dual Clutch DCT F1 แบบ 8 จังหวะ ลูกใหม่ที่ฉลาดและเปลี่ยนเกียร์ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ขับเคลื่อนล้อหลัง (RWD) พร้อมระบบเลี้ยว 4 ล้อ
สมรรถนะอันน่าทึ่งของ Ferrari 12Cilindri:
อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม.: 2.9 วินาที (Coupe) / 2.95 วินาที (Spider)
อัตราเร่ง 0-200 กม./ชม.: 7.9 วินาที (Coupe) / 8.2 วินาที (Spider)
ความเร็วสูงสุด: 340 กม./ชม.
น้ำหนักตัวถัง: 1,560 กก. (Coupe) / 1,620 กก. (Spider)
อัตราส่วนน้ำหนักหน้า:หลัง: 48.4:51.6
โครงสร้างและมิติ: ความแข็งแกร่งที่มาพร้อมความเบา
แชสซีส์และตัวถังของ Ferrari 12Cilindri ได้รับการพัฒนาใหม่ให้มีความแข็งแรงกว่า 812 Superfast ถึง 15% พร้อมทั้งซับเสียงได้ดีขึ้น โดยที่น้ำหนักไม่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ที่น่าประทับใจคือ 12Cilindri เป็นรถยนต์ Production Car คันแรกของ Ferrari ที่นำอัลลอยด์รีไซเคิล 100% มาใช้เป็นชิ้นส่วน Subframe เกียร์
มิติตัวถังของ Ferrari 12Cilindri:
ยาว: 4,733 มม.
กว้าง: 2,176 มม.
สูง: 1,292 มม.
ระยะฐานล้อ: 2,700 มม.
การที่ตัวถังเบาและแข็งแรงขึ้น ทำให้ Ferrari สามารถปรับแต่งช่วงล่างของ 12Cilindri ให้มีความนุ่มนวลขึ้นได้ รวมถึงการปรับฐานล้อให้สั้นลงเพื่อเพิ่มความกระฉับกระเฉงของตัวรถ ความสูงและความกว้างที่เพิ่มขึ้นยังช่วยให้ขับใช้งานได้ง่ายขึ้น แม้ว่าความยาวของตัวรถอาจต้องใช้เวลาในการปรับตัวเล็กน้อย
Ferrari 12Cilindri Spider: ประสบการณ์เปิดประทุนที่น่าหลงใหล
การทดลองขับ Ferrari 12Cilindri ในครั้งนี้ ได้สัมผัสกับรุ่นหลังคาเปิดประทุน หรือ Ferrari 12Cilindri Spider ซึ่งมีความแตกต่างจากรุ่นหลังคาแข็งเล็กน้อย หลังคาแข็งแบบเปิดประทุนสามารถเปิด-ปิดได้ภายใน 14 วินาที และสามารถทำได้ขณะขับขี่หากความเร็วไม่เกิน 45 กม./ชม. ดีไซน์ด้านหลังเป็นแบบลาดลงแต่เว้าตรงกลาง พร้อมกระจกกั้น ซึ่งสามารถเปิด-ปิดอัตโนมัติเมื่อใช้งานหลังคา
การเพิ่มระบบหลังคาแบบ Spider ทำให้น้ำหนักของรถเพิ่มขึ้น โดยรุ่น Spider มีน้ำหนัก 1,620 กก. มากกว่ารุ่นหลังคาแข็ง 60 กก. อย่างไรก็ตาม น้ำหนักที่เพิ่มขึ้นและดีไซน์ที่แตกต่างกันเล็กน้อย ส่งผลกระทบต่อสมรรถนะเพียงเล็กน้อยเท่านั้น โดยอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. อยู่ที่ 2.95 วินาที ซึ่งช้ากว่ารุ่นปกติเพียง 0.05 วินาที
สำหรับคันที่ทดลองขับ มีการเพิ่มออปชั่นพิเศษ เช่น ชุดพาร์ทคาร์บอนรอบคัน เบาะนั่ง และล้อ ซึ่งไม่ได้ส่งผลต่อสมรรถนะโดยตรง แต่ช่วยเสริมภาพลักษณ์ให้ดูสปอร์ตยิ่งขึ้น
Ferrari 12Cilindri Spider: ขับสนุก นุ่มนวล และตอบสนองได้ดั่งใจ
การทดสอบขับขี่ Ferrari 12Cilindri Spider บนสนาม Patumthani Speedway ซึ่งมีลักษณะคล้ายสตรีทเซอร์กิตเล็กน้อย ด้วยโหมดการขับขี่ Sport และเส้นทางที่ประกอบด้วยทางตรงยาว โค้งกว้าง และโค้งแคบจำนวนมาก ทำให้สามารถสัมผัสสมรรถนะของรถได้อย่างเต็มที่
ในรอบแรก เจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้ขับให้ ทำให้ได้สัมผัสถึงศักยภาพที่แท้จริงของรถ แม้การขับขี่จะดุดันอย่างยิ่ง แต่รถก็ยังคงเกาะถนนได้อย่างมั่นคงในทุกโค้ง เสียงเครื่องยนต์ V12 และการตอบสนองของเกียร์ที่รวดเร็ว สร้างความตื่นเต้นเร้าใจได้อย่างไม่น่าเชื่อ
เมื่อถึงรอบของผู้เขียนได้ขับเอง ความรู้สึกแตกต่างอย่างสิ้นเชิง ตำแหน่งการขับขี่ได้รับการออกแบบมาอย่างลงตัว มอบความสบายและทัศนวิสัยที่ดีเยี่ยม แม้รถจะมีด้านหน้าที่ยาว แต่การมองเห็นฝากระโปรงหน้าทำได้ดี ทำให้กะระยะได้ไม่ยากอย่างที่คิด
เมื่อเหยียบคันเร่ง รถพุ่งทะยานออกไปอย่างรวดเร็ว พร้อมเสียงเครื่องยนต์ V12 NA อันไพเราะ ความลื่นไหลของเกียร์ลูกใหม่ทำได้อย่างเนียนกริบ แต่สิ่งที่น่าประทับใจยิ่งกว่าคือการเบรก เมื่อเบรกอย่างรุนแรง ระบบเบรกที่ยกมาจาก SF90 ทำงานได้อย่างยอดเยี่ยม ร่วมกับระบบอื่นๆ ช่วยชะลอความเร็วลงได้อย่างนุ่มนวล ไม่กระชาก และมีการทำงานของ Engine Brake ที่เข้ามาเสริม ทำให้การขับขี่และการเบรกมีความมั่นใจมากยิ่งขึ้น
การเปลี่ยนเกียร์ลง (Downshift) ทำได้อย่างรวดเร็ว ทำให้ Engine Brake มีบทบาทสำคัญในการควบคุมความเร็ว และเสียงเครื่องยนต์ที่เร้าใจเมื่อตบเกียร์ลงแต่ละขั้น สร้างอารมณ์สปอร์ตได้อย่างเต็มเปี่ยม
สิ่งที่น่าประหลาดใจที่สุดคือช่วงล่าง หากพิจารณาจากรูปลักษณ์ภายนอก หลายคนอาจคาดหวังว่ารถจะแข็งและนั่งไม่สบาย แต่ความจริงกลับตรงกันข้าม 12Cilindri ขับขี่ได้อย่างนุ่มนวลมาก เป็นความเฟิร์มที่มาพร้อมกับความนุ่มหนึบ เมื่อเข้าโค้งลึกๆ จนท้ายเริ่มสะบัด ระบบสามารถดึงรถกลับเข้าไลน์ได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่รู้สึกถึงอันตราย แต่กลับสัมผัสได้ถึงความสนุกและความมั่นใจในการขับขี่
การที่ฐานล้อสั้นกว่า 812 Superfast และมาพร้อมระบบเลี้ยว 4 ล้อ ทำให้รถมีความกระฉับกระเฉงขึ้นมาก ตัวถังที่แข็งแรงขึ้น และระยะใต้ท้องรถที่สูงขึ้น ทำให้ Ferrari สามารถเซ็ตช่วงล่างของ 12Cilindri ออกมาได้อย่างลงตัวกว่ารุ่นก่อนๆ Ferrari 12Cilindri เป็นซูเปอร์คาร์สไตล์ GT ที่มอบประสบการณ์การขับขี่ที่ยอดเยี่ยม สามารถใช้งานในชีวิตประจำวันได้อย่างแท้จริง (หากคุณไม่กังวลเรื่องค่าน้ำมัน)
Ferrari 12Cilindri Spider: ความสะดวกสบาย สไตล์อิตาเลียน
Ferrari 12Cilindri Spider มาพร้อมกับเครื่องยนต์ V12 ขนาด 6.5 ลิตร ที่ให้กำลังสูงสุด 830 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 678 นิวตันเมตร ที่ 7,250 รอบต่อนาที เกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ DCT ขับเคลื่อนล้อหลัง สามารถทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 340 กม./ชม. อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ทำได้ในเวลาต่ำกว่า 3.0 วินาที และ 0-200 กม./ชม. ในเวลาต่ำกว่า 8.3 วินาที ระยะเบรกจาก 100 กม./ชม. อยู่ที่ 31.4 เมตร และจาก 200 กม./ชม. อยู่ที่ 122.0 เมตร
ตัวถังรถประกอบด้วยอลูมิเนียมอัดขึ้นรูปและชิ้นส่วนหล่อ ซึ่งเป็นแบบใหม่ทั้งหมด มีระยะฐานล้อสั้นกว่า 812 Superfast 0.78 นิ้ว และมีความแข็งแรงต่อแรงบิดดีขึ้นถึง 15 เปอร์เซ็นต์ พร้อมด้วยระบบควบคุมการลื่นไถลด้านข้าง (SSC) 8.0 ที่ได้รับการปรับปรุงให้มีความแม่นยำยิ่งขึ้น
จากการทดลองขับ Ferrari 12Cilindri Spider คันนี้ขับง่ายและนั่งสบายกว่า 812 ระบบช่วงล่างลดอาการของรถเครื่องวางหน้าที่มักจะเกิดอาการสะบัดออกข้าง Ferrari 12Cilindri Spider เป็นสปอร์ตเปิดประทุนที่สามารถใช้งานในชีวิตประจำวันได้ และสร้างความภาคภูมิใจให้กับเจ้าของได้อย่างแน่นอน
สำหรับราคาของ Ferrari 12Cilindri Spider อยู่ที่ประมาณ 50 ล้านบาท (รวมภาษี) และหากต้องการเบาะคู่แบบสปอร์ต ก็ต้องเพิ่มอีก 1 ล้านบาท
บทสรุป
Ferrari 12Cilindri คือการกลับมาของตำนาน V12 ที่สมบูรณ์แบบ ผสมผสานความสง่างามเหนือกาลเวลา เข้ากับสมรรถนะอันทรงพลัง และเทคโนโลยีล้ำสมัย การคว้ารางวัล Car Design Award 2025 เป็นเพียงเครื่องยืนยันถึงความเป็นเลิศด้านการออกแบบที่ Ferrari ยึดมั่นมาโดยตลอด นี่คือซูเปอร์คาร์ที่ไม่ได้มีไว้เพียงแค่ขับเร็ว แต่คือประสบการณ์การขับขี่ที่เปี่ยมล้นด้วยอารมณ์ ความหรูหรา และจิตวิญญาณแห่งม้าลำพองที่แท้จริง
หากคุณคือผู้ที่หลงใหลในสุดยอดรถยนต์ที่ผสมผสานทั้งสมรรถนะ การออกแบบ และประวัติศาสตร์อันยาวนาน Ferrari 12Cilindri คือนิยามใหม่ของคำว่า “Perfect Supercar” ที่คุณไม่ควรพลาด.