![[ครบชุด] T1403327 แม อยากม หลาน ใครม กก อน ให เลย1แสน](https://filmthai.thocahouse.vn/wp-content/uploads/2026/03/fb_natural_20260314_160703.jpg)
Bugatti EB 110 SS: เพชรเม็ดงามแห่งยุค 90s กลับสู่เวทีประมูล พร้อมสถิติไมล์สุดพิเศษ
ในโลกแห่งซูเปอร์คาร์ที่การไล่ล่าความเร็วและเทคโนโลยีล้ำสมัยเป็นเรื่องปกติ Bugatti EB 110 SS ถือเป็นอัญมณีที่ส่องประกายเจิดจ้า เหนือกว่ารถรุ่นอื่น ๆ แม้แต่ Veyron หรือ Chiron ที่เรารู้จักกันดีในปัจจุบัน EB 110 SS ไม่ใช่เพียงแค่รถยนต์ แต่คือตำนานแห่งยุค 90s ที่ถูกผลิตขึ้นอย่างจำกัด สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับวงการรถยนต์ Bugatti ก่อตั้งขึ้นภายใต้การบริหารของ Romano Artioli ชาวอิตาลี ผู้ซึ่งต้องการปลุกชีพแบรนด์ Bugatti ให้กลับมาโดดเด่นอีกครั้ง ด้วยการสร้างสรรค์ยนตรกรรมที่มีความพิเศษและผลิตในจำนวนจำกัด ก่อนที่ Volkswagen Group จะเข้ามารับช่วงต่อดูแลแบรนด์ประวัติศาสตร์นี้จนถึงปัจจุบัน
ในบรรดา Bugatti EB 110 ทั้งหมด 139 คันทั่วโลก รุ่น “Super Sport” หรือ EB 110 SS คือที่สุดแห่งความปรารถนาของนักสะสม ด้วยสมรรถนะที่เหนือกว่าและน้ำหนักที่เบากว่ารุ่นมาตรฐาน การผลิตรุ่น SS นี้มีจำนวนจำกัดเพียง 30 คันเท่านั้น และหนึ่งในนั้นคือคันที่ Michael Schumacher แชมป์โลก F1 7 สมัย เคยครอบครองในสีเหลืองอันเป็นเอกลักษณ์
ครั้งนี้ เรากำลังจะได้ยลโฉม EB 110 SS คันงาม ที่จะถูกนำออกประมูล เป็นหนึ่งใน 30 คันที่ผลิตขึ้นมา แต่ไม่ใช่คันของตำนานนักแข่งผู้นี้ รถคันนี้มาในสีเงินสง่างาม รหัสแชสซี ZA9BB02E0RCD39012 หากพิจารณาตัวเลขบนหน้าปัด จะพบกับความน่าทึ่งที่มันยังคงสภาพใหม่ราวกับเพิ่งออกจากโรงงาน ด้วยระยะทางที่วิ่งไปเพียง 917 กิโลเมตรเท่านั้น! สิ่งที่ทำให้คันนี้พิเศษยิ่งขึ้นไปอีกคือ เอกสารคู่มือประจำรถ ชุดเครื่องมือ อุปกรณ์เสริม และโบรชัวร์ต่างๆ ยังคงถูกเก็บรักษาไว้อย่างสมบูรณ์และอยู่ในสภาพดีเยี่ยม
การเดินทางของ EB 110 SS คันพิเศษ: จากเยอรมนีสู่สวิตเซอร์แลนด์
ประวัติความเป็นเจ้าของของ EB 110 SS คันนี้เริ่มต้นขึ้นในปี 1994 ในประเทศเยอรมนี โดยเจ้าของคนแรกคือ Mrs. Muller ก่อนที่จะส่งต่อให้กับ Supercar Collection ที่ประเทศญี่ปุ่น และท้ายที่สุด ได้มาเป็นสมบัติของเจ้าของคนปัจจุบันในสวิตเซอร์แลนด์ ผู้ซึ่งซื้อมาในปี 2012 การเดินทางนี้สะท้อนให้เห็นถึงคุณค่าและความต้องการในซูเปอร์คาร์หายากรุ่นนี้ ที่ไม่เคยจางหายไปตามกาลเวลา
หัวใจ V12 Quad-Turbo: พลังอันไร้ขีดจำกัด
EB 110 SS ไม่ได้เป็นเพียงแค่ความสวยงาม แต่คือสุดยอดวิศวกรรมแห่งยุคสมัย ด้วยขุมพลังเครื่องยนต์เบนซิน V12 วางกลางลำ ขนาด 3.5 ลิตร ที่อัดอากาศด้วยเทอร์โบ 4 ลูก (Quad-Turbo) การปรับแต่งที่ครอบคลุมทั้งการจูนกล่อง ECU, การขยายขนาดหัวฉีด และการทำทางเดินไอเสียให้โล่งขึ้น ทำให้เครื่องยนต์รุ่นนี้สามารถรีดพละกำลังสูงสุดได้ถึง 610 แรงม้า จับคู่กับเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ และระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ (AWD) อันเป็นเอกลักษณ์
ด้วยน้ำหนักตัวรถเพียง 1,400 กิโลกรัม ซึ่งใกล้เคียงกับรถยนต์ขนาดคอมแพ็คทั่วไป ทำให้ EB 110 SS มีอัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงภายใน 3.26 วินาที และมีความเร็วสูงสุดถึง 355 กิโลเมตรต่อชั่วโมง หากปราศจาก McLaren F1 ในยุคเดียวกัน EB 110 SS คงได้รับการจดจำในฐานะรถยนต์ที่เร็วที่สุดในโลกอย่างไม่ต้องสงสัย
เวทีประมูล: การกลับมาของตำนาน Bugatti EB 110 SS
EB 110 SS คันนี้กำลังจะถูกส่งต่อให้กับเจ้าของใหม่ผ่านการประมูลโดย RM Sotheby’s ที่กรุงปารีสในปี 2019 แม้ว่าการประมูลครั้งนี้จะจัดขึ้นในอดีต แต่เรื่องราวของมันยังคงน่าสนใจ ย้อนไปเมื่อสองปีก่อน มี EB 110 SS สภาพสมบูรณ์ 2 คัน ได้ถูกนำออกประมูลไปด้วยตัวเลขสูงถึง 1 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 32,420,000 บาท) การประมูลครั้งนี้จะเป็นตัวบ่งชี้มูลค่าที่แท้จริงของซูเปอร์คาร์หายากคันนี้ และน่าจะเป็นที่จับตาของนักสะสมทั่วโลก
Bugatti EB 110 SS ในบริบทของรถยนต์ราคาสูง: การเปรียบเทียบกับไฮเปอร์คาร์รุ่นใหม่
เพื่อเข้าใจถึงคุณค่าของ Bugatti EB 110 SS อย่างแท้จริง เราอาจมองเปรียบเทียบกับรายชื่อรถยนต์ราคาแพงที่สุดในโลกที่เปิดตัวและจำหน่ายในปี 2023 ซึ่งส่วนใหญ่เป็นซูเปอร์คาร์และไฮเปอร์คาร์รุ่นใหม่ที่ผลิตในจำนวนจำกัด หรือเป็นรุ่นพิเศษที่สร้างขึ้นตามสั่ง
Rolls-Royce Boat Tail: ด้วยราคา 28.0 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 943.6 ล้านบาท) แสดงถึงความพิเศษของการสร้างสรรค์งานหัตถศิลป์ขั้นสูงตามความต้องการของลูกค้าแต่ละราย
Bugatti La Voiture Noire: ราคาสูงถึง 13.4 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 451.58 ล้านบาท) เป็นการตีความ Type 57 SC Atlantic ที่ทันสมัย และเป็น Bugatti รุ่นใหม่ที่แพงที่สุดอย่างเป็นทางการ
Rolls-Royce Sweptail: ราคา 12.8 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 431.36 ล้านบาท) หนึ่งในรถยนต์ที่แพงที่สุด ณ เวลาที่เปิดตัว แสดงถึงความหรูหราและการออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์
Bugatti Chiron Profilée: ราคา 10.8 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 363.96 ล้านบาท) เป็น Chiron รุ่นพิเศษเพียงคันเดียวที่สร้างขึ้น ด้วยตัวถังที่เป็นเอกลักษณ์และสปอยเลอร์ที่ออกแบบเอง
Bugatti Centodieci: ราคา 9.0 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 303.30 ล้านบาท) เป็นการรำลึกถึง Bugatti EB110 และฉลองครบรอบ 110 ปีของ Bugatti ด้วยการผลิตที่จำกัดเพียง 10 คัน
Mercedes-Maybach Exelero: ราคา 8.0 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 269.60 ล้านบาท) รถยนต์คัสตอมที่สร้างขึ้นเพื่อทดสอบยาง Fulda แสดงถึงสมรรถนะและความหรูหรา
Pagani Codalunga: ราคา 7.4 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 249.38 ล้านบาท) แรงบันดาลใจจากรถโค้ชอิตาลีในยุค 60s ผสมผสานความงามภายนอกกับการตกแต่งภายในแบบสตีมพังค์
SP Automotive Chaos: ราคา 6.4 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 215.68 ล้านบาท) ไฮเปอร์คาร์น้องใหม่ที่มาพร้อมพละกำลังมหาศาล
Bugatti Divo: ราคา 5.8 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 195.46 ล้านบาท) Chiron ที่ปรับปรุงด้านแอโรไดนามิกส์เพื่อสมรรถนะการขับขี่ที่เหนือกว่า
Pagani Huayra Imola: ราคา 5.4 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 181.98 ล้านบาท) อีกหนึ่งผลงานชิ้นเอกของ Pagani ที่ผสมผสานความแรงและงานดีไซน์
Bugatti Mistral: ราคา 5.0 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 168.50 ล้านบาท) รถเปิดประทุนที่ส่งมอบเครื่องยนต์ W16 อันเป็นเอกลักษณ์อย่างสง่างาม
Bugatti Bolide: ราคา 4.7 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 158.39 ล้านบาท) รถแทร็คที่เน้นสมรรถนะขั้นสุดยอด
Lamborghini Veneno: ราคา 4.5 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 151.65 ล้านบาท) ซูเปอร์คาร์ที่สร้างขึ้นจาก Aventador ด้วยการออกแบบที่ดุดัน
Bugatti Chiron Super Sport 300+: ราคา 3.9 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 131.43 ล้านบาท) รุ่นพิเศษที่เฉลิมฉลองการทำลายกำแพง 300 ไมล์ต่อชั่วโมง
Koenigsegg CC850: ราคา 3.7 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 124.69 ล้านบาท) ไฮเปอร์คาร์ที่มาพร้อมระบบส่งกำลังที่เป็นนวัตกรรม
Lamborghini Sian: ราคา 3.6 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 121.32 ล้านบาท) ซูเปอร์คาร์ไฮบริดรุ่นแรกของ Lamborghini
Bugatti Chiron Pur Sport: ราคา 3.6 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 121.32 ล้านบาท) Chiron ที่เน้นการขับขี่และการควบคุมที่เฉียบคม
เมื่อพิจารณาจากลิสต์ข้างต้น Bugatti EB 110 SS แม้จะเป็นรถยนต์ที่ผลิตมานานกว่าสองทศวรรษ แต่คุณค่าและความหายากของมันยังคงไม่เป็นรองไฮเปอร์คาร์รุ่นใหม่ๆ การที่ EB 110 SS คันนี้มีเลขไมล์เพียง 917 กิโลเมตร ยิ่งเพิ่มมูลค่าและความพิเศษให้กับมันอย่างมหาศาล และตอกย้ำถึงสถานะของ “Rare Item” ในวงการรถยนต์ระดับโลก
บทสรุป: Bugatti EB 110 SS คือการลงทุนที่คุ้มค่าสำหรับนักสะสมตัวจริง
Bugatti EB 110 SS ไม่ใช่เพียงแค่รถยนต์ แต่คือประวัติศาสตร์ที่ขับเคลื่อนได้ เป็นสัญลักษณ์แห่งนวัตกรรม ความสง่างาม และสมรรถนะที่ไร้กาลเวลา การได้ครอบครอง EB 110 SS ที่วิ่งเพียง 917 กิโลเมตรนี้ ไม่ใช่เพียงการซื้อรถยนต์ แต่คือการได้เป็นส่วนหนึ่งของการอนุรักษ์มรดกทางยานยนต์อันล้ำค่า การประมูลครั้งนี้จะเป็นโอกาสอันดีสำหรับนักสะสมตัวจริง ผู้ที่เข้าใจถึงคุณค่าและความพิเศษของยนตรกรรมระดับตำนานคันนี้
หากคุณคือหนึ่งในผู้ที่หลงใหลใน Bugatti EB 110 SS และต้องการสัมผัสประสบการณ์การขับขี่ซูเปอร์คาร์แห่งยุค 90s ที่สมบูรณ์แบบ นี่คือโอกาสที่คุณไม่ควรพลาด เข้าร่วมการประมูลกับ RM Sotheby’s และเป็นเจ้าของประวัติศาสตร์ที่กำลังจะถูกเขียนขึ้นใหม่!