Aston Martin Valour: นิยามใหม่แห่ง Supercar สไตล์สปอร์ตหรู ผสานดีเอ็นเอแชมป์โลก
ในโลกของ Supercar ที่เต็มไปด้วยความเร็ว ความหรูหรา และนวัตกรรม มีไม่กี่แบรนด์ที่สามารถรักษาสมดุลระหว่างมรดกอันยาวนาน สมรรถนะ
อันเร้าใจ และการออกแบบเหนือกาลเวลาได้อย่าง Aston Martin สำหรับผู้ที่หลงใหลในยานยนต์ชั้นสูง ชื่อของ Aston Martin ไม่ใช่เพียงแค่ภาพของสายลับ James Bond แต่คือสัญลักษณ์แห่งความสำเร็จที่ถือกำเนิดจากสนามแข่ง การกลับมาของ Aston Martin Valour ไม่ใช่แค่การเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ แต่คือการเฉลิมฉลองจิตวิญญาณแห่งชัยชนะที่ผสมผสานกับความปราณีตของงานฝีมือชั้นสูง ก่อให้เกิดเป็น Supercar ที่หาตัวจับยากในยุคปัจจุบัน
Aston Martin Valour: จากสนามแข่งสู่ท้องถนน สไตล์นักขับระดับตำนาน
เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา โลกยานยนต์ได้ให้การต้อนรับการปรากฏตัวของ Aston Martin Valour อย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นรถที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของนักสะสมและผู้ที่ชื่นชอบ Supercar ที่ต้องการสัมผัสประสบการณ์อันเป็นเอกลักษณ์ โดยมีกำหนดเปิดตัวสู่สาธารณชนครั้งแรกที่งาน Goodwood Festival of Speed ในช่วงวันที่ 11-14 กรกฎาคม 2024 ความพิเศษของ Aston Martin Valour คือการนำ DNA ของรถแข่งระดับโลกมาปรับใช้ให้สามารถวิ่งได้อย่างถูกกฎหมายบนท้องถนน (Road-Legal Car) โดยต่อยอดมาจาก Aston Martin Valour ซึ่งผลิตขึ้นเพียง 110 คันในปี 2023 เพื่อเป็นการฉลองครบรอบ 110 ปีของการก่อตั้งแบรนด์
Aston Martin Valour: คันหรูจำนวนจำกัด สไตล์เฉพาะตัว
Aston Martin Valour จะถูกผลิตขึ้นในจำนวนจำกัดเพียง 38 คันทั่วโลก สะท้อนถึงความพิเศษและความเป็น Exclusive สูงสุด ราคาคาดการณ์สำหรับรถยนต์รุ่นนี้อยู่ที่ประมาณ 2 ล้านปอนด์ หรือราว 92 ล้านบาทไทย ซึ่งรวมถึงตัวเลือกในการปรับแต่งรายละเอียดต่างๆ (Customise) ภายใต้ข้อจำกัดที่กำหนด โดยมี Fernando Alonso อดีตแชมป์โลก Formula 1 ถึงสองสมัย (ปี 2005 และ 2006) ปัจจุบันเป็นนักขับให้กับทีม Aston Martin ใน Formula 1 เป็นผู้ให้คำแนะนำและสนับสนุนการสร้างสรรค์รถยนต์รุ่นนี้ขึ้นมา เพื่อให้มั่นใจว่า Valour จะสะท้อนถึงสมรรถนะ ความรู้สึก และสไตล์ของนักขับระดับโลกได้อย่างแท้จริง
Aston Martin: มรดกแห่งชัยชนะและสุนทรียภาพบนท้องถนน
หลายคนอาจรู้จัก Aston Martin จากภาพยนตร์ แต่เบื้องหลังความหรูหรานั้นคือประวัติศาสตร์อันยาวนานที่ถักทอด้วยจิตวิญญาณแห่งการแข่งขัน ก่อตั้งขึ้นในปี 1913 โดย Lionel Martin และ Robert Bamford ชื่อ “Aston Martin” มาจากการผสมผสานชื่อของ Lionel Martin และเนินเขา Aston Hill ซึ่งเป็นสถานที่ที่ Martin ได้รับชัยชนะในการแข่งขันครั้งแรก การถือกำเนิดจากชัยชนะนี้ ได้กลายเป็นดีเอ็นเอสำคัญของแบรนด์ที่สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน
จุดเปลี่ยนสำคัญที่ประกาศศักดาของ Aston Martin สู่เวทีโลกคือชัยชนะในการแข่งขัน ’24 Hours of Le Mans’ ในปี 1959 ด้วยรถ Aston Martin DBR1 ที่ขับโดย Caroll Shelby (ผู้ซึ่งต่อมามีชื่อเสียงจากการร่วมงานกับ Ford) การคว้าชัยชนะครั้งนี้เป็นการยืนยันว่า Aston Martin สามารถสร้างรถยนต์ที่มีสมรรถนะสูงทัดเทียมกับแบรนด์ชั้นนำระดับโลกได้ และได้ดึงดูดผู้ที่หลงใหลในยานยนต์และความเร็วตั้งแต่นั้นมา
สุนทรียศาสตร์แห่ง Aston Martin: พลังแห่ง Golden Ratio
ความงามของ Aston Martin ไม่ได้มาจากการมองเห็นเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการผสมผสานระหว่างศิลปะและวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำหลักการ “Golden Ratio” หรือ “สัดส่วนทองคำ” มาประยุกต์ใช้ในการออกแบบ สัดส่วนที่สมบูรณ์แบบนี้เป็นที่รู้จักตั้งแต่สมัยกรีกโบราณ และถูกนำมาใช้ในงานศิลปะชิ้นเอกอย่างภาพวาด Mona Lisa
Aston Martin ได้นำหลักการ Golden Ratio มาเป็นแกนหลักในการออกแบบรถยนต์ตระกูล DB, Vanquish และ Vantage ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ Supercar ของแบรนด์นี้ดูสวยงาม น่าดึงดูด และสมบูรณ์แบบในทุกมุมมอง ขณะเดียวกันก็สร้างบุคลิกที่แตกต่างและเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว เมื่อเทียบกับ Supercar แบรนด์อื่น ๆ ราวกับเป็นงานศิลปะเคลื่อนที่ที่เต็มไปด้วยปรัชญาการออกแบบของตนเอง
Vantage: หัวใจแห่ง Aston Martin ที่เต้นไม่เคยหยุด
ชื่อ “Vantage” คือชื่อที่คุ้นเคยและเป็นสัญลักษณ์ของ Aston Martin มาอย่างยาวนาน ตั้งแต่การเปิดตัว DB2 Vantage ในปี 1950 ซึ่งมาพร้อมเครื่องยนต์ 2.6 ลิตร ให้กำลัง 126 แรงม้า การพัฒนาบนพื้นฐานของรถแข่งทำให้ DB2 Vantage เป็นที่จับตามองอย่างมากในยุคนั้น
ปี 1961 Aston Martin ได้เปิดตัว DB4 Vantage ซึ่งได้รับการขนานนามว่าเป็น “The First Real Vantage” ด้วยเครื่องยนต์ที่ทรงพลังกว่าเดิมถึง 270 แรงม้า หลังจากนั้น ตระกูล Vantage ได้มีการพัฒนารุ่นต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ AM Vantage (1972), Vantage V8 (1977), V8 Vantage V600 (1993), DB7 Vantage (1999), V8 Vantage (2008), และ V12 Vantage (2009)
หลังจากห่างหายไป 12 ปี Vantage ได้กลับมาอีกครั้งในปี 2018 ในรูปแบบ Supercar ขนาดเล็กที่เน้นสมรรถนะสูง ด้วยการใช้เครื่องยนต์ V8 4.0 ลิตร Twin-Turbocharged ที่พัฒนาโดย Mercedes-AMG ทำให้ Vantage กลายเป็นรุ่นเริ่มต้น (Entry-Level) ที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น แต่ยังคงความพิเศษและสมรรถนะที่ยอดเยี่ยมไว้ได้อย่างครบถ้วน
All-New Aston Martin Vantage: การกลับมาของนิยาม Supercar ที่สมบูรณ์แบบ
การกลับมาของ All-New Aston Martin Vantage โฉมใหม่ล่าสุด ได้สร้างความตื่นเต้นให้กับทั้งแฟนพันธุ์แท้และผู้ที่เพิ่งเริ่มต้นทำความรู้จักกับแบรนด์ ด้วยการออกแบบภายนอกที่งดงามไร้ที่ติ ยังคงยึดมั่นในหลักการ Golden Ratio ผสานกับเส้นสายที่ดูทันสมัยบนฐานของความคลาสสิกของ Vantage ในอดีตได้อย่างลงตัว
ภายนอก (Exterior): ความดุดันที่ซ่อนเร้น
Aston Martin Vantage รุ่นล่าสุดปรากฏตัวในร่าง Sport Coupe ขนาดกะทัดรัด แต่แฝงไว้ด้วยความน่าเกรงขามจากทรวดทรงที่บึกบึนและเส้นสายที่เฉียบคม โดยเฉพาะบริเวณซุ้มล้อหน้า-หลัง
ดีไซน์ด้านหน้ามีการปรับเปลี่ยนไฟหน้าและกระจังหน้าใหม่ ให้ดูบางเฉียบแต่คมกริบราวกับนักล่าแห่งท้องทะเล สะท้อนบุคลิกของรถที่ดูสุขุม นิ่งสงบ แต่พร้อมจะพุ่งทะยานออกไปโจมตีในทันทีที่ต้องการ แม้จะเป็นรถที่สามารถขับใช้งานในชีวิตประจำวันได้อย่างสบาย แต่ก็พร้อมปลดปล่อยสมรรถนะเต็มพิกัดเมื่อต้องการลงสู่สนามแข่ง
ฝากระโปรงหน้าแบบ Clamshell และฝากระโปรงท้ายที่ประดับด้วยไฟ LED อันเป็นเอกลักษณ์นั้น ซ่อนเรื่องราวของจุดกำเนิดแบรนด์ Aston Martin ไว้ โดยได้รับแรงบันดาลใจจาก Aston Hill สังเกตได้จากเส้นไฟเบรก LED ที่พาดตลอดความกว้างของท้ายรถ ซึ่งมีรายละเอียดราวกับเทือกเขาที่ตั้งตระหง่าน
ตราสัญลักษณ์ Aston Martin ที่ประดับอยู่บนตัวรถทุกคัน เป็นผลงาน Handcrafted จากโรงงานเครื่องประดับชั้นนำในประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นที่นิยมในหมู่ชนชั้นสูงเท่านั้น
ประตูแบบ Frameless Door อันเป็นเอกลักษณ์ของ Aston Martin ยังมาพร้อมกลไกการเปิดแบบ “Swan Door” ที่ยกบานประตูขึ้นทำมุม 30 องศา เพื่อช่วยลดแรงในการเปิดและปิด พร้อมทั้งเพิ่มความสง่างามให้กับการเข้า-ออกจากรถ
ภายใน (Interior): ความประณีตเหนือระดับ
ภายในห้องโดยสารของ Aston Martin ยังคงยึดมั่นในคอนเซ็ปต์ “Craftsmanship” ทุกรายละเอียดสามารถปรับแต่งได้ตามความต้องการของเจ้าของ ตั้งแต่สีหนัง สีของด้ายเย็บ (Stitching) การผลิตภายในรถยนต์แต่ละคันจะใช้ช่างเพียง 1 คนต่อรถ 1 คัน เพื่อให้มั่นใจในความละเอียดและความเป็นเอกลักษณ์ของฝีมือการเย็บแต่ละชิ้น
หนังที่ใช้เป็นหนังแท้คุณภาพสูงสุดจาก Bridge of Weir บริษัทผู้ผลิตหนังเก่าแก่ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานทัดเทียมกับ Aston Martin
เบาะนั่งได้รับการออกแบบมาเป็นพิเศษ เพื่อให้ผู้ขับขี่สามารถนั่งขับได้ต่อเนื่องยาวนานถึง 3 ชั่วโมงโดยไม่รู้สึกเมื่อยล้า ยืนยันว่า All-New Aston Martin Vantage ไม่ได้เป็นเพียงรถสำหรับลงสนามแข่ง แต่เป็นรถที่เหมาะกับการใช้งานในชีวิตประจำวันได้อย่างแท้จริง
แม้จะเป็นรถสปอร์ต 2 ที่นั่ง แต่พื้นที่เก็บสัมภาระที่ฝากระโปรงท้ายมีขนาดใหญ่เกินคาด ซึ่ง Aston Martin อ้างว่ามีพื้นที่มากที่สุดในรถ Segment เดียวกันในตลาดปัจจุบัน
ระบบอำนวยความสะดวกต่างๆ ถูกติดตั้งมาอย่างครบครัน การออกแบบแผงหน้าปัดและคอนโซลกลางเน้นการใช้งานง่ายและทันสมัย ควบคุมฟังก์ชันต่างๆ ผ่านหน้าจอ LCD ขนาด 8 นิ้ว ระบบ Entertainment รองรับการเชื่อมต่อกับ iPod, iPhone, USB และระบบนำทาง GPS Navigation System
พวงมาลัยทรงสี่เหลี่ยมแบบรถแข่ง มาพร้อมปุ่มควบคุม Multi-function ที่รวมทุกการใช้งานไว้บนพวงมาลัย เพื่อความปลอดภัยสูงสุดในการขับขี่ ไม่ว่าจะเป็นระบบเครื่องเสียง, Cruise Control, Trip Computer, ปุ่มปรับโหมดการขับขี่ และ Paddle Shift สไตล์สปอร์ต
โหมดการขับขี่มีให้เลือก 3 โหมด: Sport, Sport Plus, และ Track โหมด Sport ให้การขับขี่ที่สนุกสนาน นุ่มนวล ไม่กระด้าง เหมาะสำหรับการใช้งานทั่วไป โหมด Sport Plus จะเพิ่มความเร้าใจด้วยเสียงท่อไอเสียที่ดังขึ้นและจังหวะการเปลี่ยนเกียร์ที่เร็วขึ้น ส่วนโหมด Track จะตัดระบบช่วยเหลือการขับขี่ออกทั้งหมด ปลดปล่อยพละกำลังกว่า 500 แรงม้า ให้ผู้ขับขี่ได้สัมผัสประสบการณ์สุดขีดอย่างเต็มที่
ขุมพลังและสมรรถนะ: ประสิทธิภาพระดับสูง ผสานความสบายในการขับขี่
All-New Aston Martin Vantage ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบนซิน V8 4.0 ลิตร Twin-Turbocharged จาก AMG ให้พละกำลังสูงสุด 503 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที และแรงบิดมหาศาล 685 นิวตันเมตร ที่ 2,000-5,000 รอบ/นาที ตำแหน่งเครื่องยนต์ถูกติดตั้งให้ชิดกับตัวถังมากที่สุด เพื่อการกระจายน้ำหนักที่สมดุล 50:50 ส่งผลให้การควบคุมรถทำได้อย่างยอดเยี่ยมแม้ในความเร็วสูง
การเลือกใช้เกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะของ ZF คือการออกแบบที่คำนึงถึงการขับขี่ที่ง่าย ใครก็ขับได้ และขับได้ทุกวัน เกียร์ ZF มีชื่อเสียงด้านความเรียบง่าย ทนทาน นุ่มนวล และมอบประสบการณ์การขับขี่ที่สุนทรีย์ แต่เมื่อต้องการเร่งความเร็ว เกียร์ก็พร้อมตอบสนอง ทำให้สามารถทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ได้ภายใน 3.6 วินาที และทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 314 กม./ชม.
ด้วยน้ำหนักตัวรถเพียง 1,530 กก. และการวางตำแหน่งเครื่องยนต์ที่เหนือชั้น เมื่อจับคู่กับล้อขนาด 20 นิ้ว และระบบช่วงล่าง Adaptive Damping System ที่สามารถปรับรูปแบบให้สอดคล้องกับโหมดการขับขี่ได้อย่างแม่นยำ ระบบช่วงล่างหน้าแบบ Double Wishbone และหลังแบบ Multi-link พร้อมระบบเฟืองท้ายอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Rear Differential) ที่ช่วยกระจายกำลังสู่ล้อคู่หลังอย่างเหมาะสม ทำให้ Aston Martin Vantage คันนี้มีสมรรถนะการควบคุมที่ยอดเยี่ยมไร้ที่ติ
Aston Martin กับ Formula 1: การกลับมาสู่รากเหง้าแห่งชัยชนะ
หลังจากห่างหายจากวงการ Formula 1 ไปนานถึง 60 ปี Aston Martin ได้กลับมาอีกครั้งด้วยการเปิดตัว All-New Aston Martin Vantage และ DBX F1® Edition โดยรับหน้าที่เป็นรถ Safety Car และ Medical Car ในการแข่งขัน Formula 1 ฤดูกาล 2021 รถทั้งสองคันมาพร้อมชุดแต่งสีเขียว Racing Green อันเป็นเอกลักษณ์ของทีม Aston Martin Cognizant Formula One ตกแต่งด้วยสีเขียวสะท้อนแสง Lime Essence พร้อมการปรับเปลี่ยนองค์ประกอบบางอย่างเพื่อเพิ่มสมรรถนะและความปลอดภัย เช่น การติดตั้งแถบไฟ LED บนหลังคา และการปรับปรุงแอโรไดนามิกส์ของตัวถัง
สรุป: Supercar ที่มากกว่าสมรรถนะ
หากคุณกำลังมองหา Supercar ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว คุณภาพสูง สปอร์ต แรง หรูหรา และโดดเด่นไม่ซ้ำใครบนท้องถนน ที่สำคัญคือมีประวัติศาสตร์และดีเอ็นเอแห่งผู้ชนะอยู่ในตัวอย่างเข้มข้น All-New Aston Martin Vantage คือหนึ่งในตัวเลือกที่คุณไม่ควรพลาด และควรมุ่งหน้าไปสัมผัสประสบการณ์ด้วยตัวเอง
สำหรับผู้ที่สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Aston Martin, นัดหมายเพื่อทดลองขับ หรือต้องการบริการ Valet Test Drive สามารถติดต่อ Aston Martin Bangkok ได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 670 6040 (RAMA III SHOWROOM), 02 610 9775 (PARAGON SHOWROOM) หรือติดตามข้อมูลผ่านทาง Facebook: Aston Martin Bangkok