Ferrari Daytona SP3: ตำนานแห่งชัยชนะ สู่ Icona ยุคใหม่แห่งอัครยนตรกรรม
ในโลกแห่งยานยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัยและความเร็วสูงสุด ชื่อของ Ferrari มักจะถูกกล่าวขานด้วยความเกรียงไกรและมรดกอันยาวนาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสายของรถสปอร์ตสมรรถนะสูง ล่าสุด Ferrari ได้เปิดตัวผลงานชิ้นเอกภายใต้ตระกูล Icona ที่สร้างความฮือฮาไปทั่ววงการ นั่นคือ Ferrari Daytona SP3 รถยนต์ที่หลอมรวมจิตวิญญาณแห่งตำนานชัยชนะอันยิ่งใหญ่ในอดีต เข้ากับนวัตกรรมและดีไซน์แห่งอนาคตได้อย่างสมบูรณ์แบบ ในฐานะผู้ที่คลุกคลีอยู่ในวงการยนตรกรรมมากว่าทศวรรษ ผมขอนำทุกท่านเจาะลึกถึงเบื้องหลังและความพิเศษของ Ferrari Daytona SP3 ที่จะทำให้คุณต้องทึ่ง
ย้อนรอยประวัติศาสตร์: แรงบันดาลใจจากสนาม Daytona อันเลื่องชื่อ
การกำเนิดของ Ferrari Daytona SP3 ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่คือการเฉลิมฉลองให้กับช่วงเวลาแห่งประวัติศาสตร์อันน่าภาคภูมิใจของ Ferrari ที่สนาม 24 Hours of Daytona เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ ปี 1967 ซึ่งเป็นครั้งแรกของการแข่งขัน International World Sports Car Championship ในปีนั้น Ferrari สร้างปรากฏการณ์ด้วยการคว้าตำแหน่ง 1, 2 และ 3 ไปครองได้อย่างสง่างาม รถแข่งสามคันที่วิ่งเข้าเส้นชัยเคียงข้างกันภายใต้การจับตามองของคู่แข่งอย่าง Ford ประกอบด้วยรุ่น 330 P3/4 ที่คว้าชัยชนะ, 330 P4 ในอันดับที่สอง และ 412 P ในอันดับที่สาม นี่คือชัยชนะที่พิสูจน์ถึงสุดยอดแห่งวิศวกรรมและการพัฒนารถสปอร์ตต้นแบบของ Ferrari ที่ได้รับการปรับปรุงอย่างรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นเครื่องยนต์, ช่วงล่าง หรือระบบอากาศพลศาสตร์ ซึ่งรุ่น 330 P3/4 ได้รับการยกย่องว่าห่อหุ้มจิตวิญญาณของรถสปอร์ตต้นแบบแห่งทศวรรษ 1960 ไว้อย่างสมบูรณ์แบบ ทศวรรษนั้นถือเป็นยุคทองของการแข่งขันรถแบบล้อปิด (Closed Wheel) และได้กลายเป็นแรงบันดาลใจสำคัญสำหรับวิศวกรและนักออกแบบ Ferrari มาจนถึงปัจจุบัน
ชื่อ “Icona” ถูกนำมาใช้เพื่อปลุกตำนานแห่งชัยชนะครั้งประวัติศาสตร์ให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง พร้อมเป็นการแสดงความเคารพอย่างสูงสุดต่อรถสปอร์ตต้นแบบของ Ferrari ที่ช่วยสร้างชื่อเสียงให้แบรนด์เป็นที่ยอมรับในวงการมอเตอร์สปอร์ตอย่างไม่มีใครเทียบได้ Ferrari Daytona SP3 ที่ได้เผยโฉมครั้งแรก ณ Mugello Circuit ในงาน 2021 Ferrari Finali Mondiali นี้ ถือเป็นรถผลิตจำนวนจำกัดรุ่นล่าสุดที่เข้าร่วมซีรีส์ Icona ซึ่งเริ่มต้นขึ้นในปี 2018 ด้วยรุ่น Monza SP1 และ SP2
นิยามใหม่แห่งการออกแบบ: ความงามเหนือกาลเวลา ผสานนวัตกรรมล้ำยุค
ดีไซน์ของ Ferrari Daytona SP3 คือการผสานการตัดกันของรูปทรงที่น่าหลงใหล ประติมากรรมที่สง่างาม และพื้นผิวอันเย้ายวนที่ตัดกันด้วยเส้นสายอันเฉียบคม สะท้อนถึงความใส่ใจในรายละเอียดของระบบอากาศพลศาสตร์ อันเป็นเอกลักษณ์ที่เคยเห็นในรถแข่งระดับตำนานอย่าง 330 P4, 350 Can-Am และ 512 S ตัวถังแบบ ‘Targa’ พร้อมหลังคาแข็งที่สามารถถอดออกได้ ได้รับแรงบันดาลใจจากรถแข่งรุ่นต้นแบบเช่นกัน ทำให้ Ferrari Daytona SP3 ไม่เพียงมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เร้าใจ แต่ยังเปิดโอกาสให้ผู้ขับขี่ได้สัมผัสกับสภาพแวดล้อมภายนอกได้อย่างเต็มที่
แม้จะได้รับแรงบันดาลใจจากรถแข่งในยุค 1960 แต่ Ferrari Daytona SP3 ก็ปรากฏกายขึ้นมาด้วยภาพลักษณ์ที่สดใหม่และล้ำสมัยอย่างปฏิเสธไม่ได้ ประติมากรรมอันทรงพลังนี้ได้ตีความรถสปอร์ตต้นแบบในอดีตใหม่ ให้กลายเป็นผลงานร่วมสมัยที่สมบูรณ์แบบ กลยุทธ์การออกแบบอันทะเยอทะยานนี้ เกิดจากการวางแผนและดำเนินงานอย่างพิถีพิถันของ Flavio Manzoni หัวหน้าฝ่ายออกแบบ และทีมงานจาก Styling Center
ตัวถังภายนอก: สุนทรียภาพแห่งเส้นสายและความลู่ลม
ตั้งแต่กระจกหน้าทรงโค้งมน ที่โอบล้อมห้องโดยสารราวกับโดมฝังตัวลงไปในประติมากรรมอันเย้ายวน ไปจนถึงซุ้มล้อหลังที่พลิ้วไหวอวดส่วนโค้งนูนสูงขึ้นมาจากมุมมองด้านข้าง สมดุลโดยรวมของรถถูกเน้นย้ำด้วยส่วนเว้าส่วนโค้งที่บึกบึน แสดงถึงทักษะการรังสรรค์รถตามแบบฉบับอิตาเลียนอันเป็นที่ยอมรับมายาวนาน ความต่อเนื่องลื่นไหลของมวลรวม หลอมเข้ากับพื้นผิวเฉียบคมได้อย่างลงตัว จนเกิดเป็นสุนทรียะที่สมดุลกลมกลืน อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของดีไซน์จาก Maranello ที่สืบทอดกันมา
โป่งล้อหน้าโค้งมนที่ดูสะอาดตา เป็นการยกย่องความสง่างามของประติมากรรมจากรถสปอร์ตต้นแบบในอดีตของ Ferrari อย่างรุ่น 512 S, 712 Can-Am และ 312 P รูปทรงของซุ้มล้อสื่อถึงมิติของด้านข้างตัวรถได้อย่างทรงพลัง การใช้ความโค้งที่ไม่ขนานไปตามวงล้อตลอดแนว ทำให้ปลายโป่งล้อที่นูนขึ้นมาจากช่วงเอวของรถ สะท้อนถึงมัดกล้ามอันทรงพลังที่กำลังโอบล้อมล้อหน้าไว้ จากนั้นจึงค่อยๆ ลาดลงไปด้านปลาย มอบมุมมองที่เปี่ยมด้วยไดนามิกส์แก่ส่วนหน้าและด้านข้างของตัวรถ
อีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญคือประตูแบบ Butterfly ซึ่งมีช่องดักอากาศเพื่อระบายความร้อนให้หม้อน้ำที่ติดตั้งไว้ด้านข้างรวมอยู่ด้วย ประติมากรรมนี้ทำให้ประตูมีช่วงไหล่ที่เด่นชัดจากการมีช่องรับอากาศ ช่วยเชื่อมโยงทางสายตาตัดกับเส้นแนวตั้งของกระจกบังลมหน้า พื้นผิวที่เด่นชัดของประตูซึ่งทอดยาวไปถึงด้านหลังของซุ้มล้อหน้า ทำหน้าที่จัดการกระแสลมที่ไหลออกมาจากล้อหน้า นอกจากนี้ ส่วนเว้าส่วนโค้งเหล่านี้ยังสะท้อนกลิ่นอายของรถรุ่นต่างๆ เช่น 512 S ที่เป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบ Ferrari Daytona SP3
กระจกมองข้างถูกย้ายจากส่วนหน้าของประตูมายังด้านบนของซุ้มล้อ เพื่อให้ได้สไตล์แบบรถสปอร์ตต้นแบบแห่งทศวรรษที่ 1960 ตำแหน่งติดตั้งนี้ช่วยเพิ่มทัศนวิสัยการมองเห็นและลดผลกระทบที่เกิดจากกระจกมองข้างต่อการไหลของอากาศไปยังช่องดักอากาศที่ประตู ให้น้อยลงที่สุด รูปทรงของฝาครอบกระจกและขายึดได้รับการออกแบบโดยใช้การจำลอง CFD (Computational Fluid Dynamics) เพื่อให้มั่นใจว่าจะมีอากาศไหลเข้าสู่ช่องรับลมได้อย่างต่อเนื่อง
ส่วนท้ายของรถคือจุดที่เผยให้เห็นตัวตนที่แท้จริงของ Ferrari Daytona SP3 ได้อย่างชัดเจน ประตูรถถูกขัดเกลาจนเกิดเป็นสองระนาบ เมื่อรวมกับมัดกล้ามทรงพลังของซุ้มล้อหลัง จึงเกิดเป็นรูปทรงใหม่หมดจดที่ดูเย้ายวน ประตูรถช่วยเพิ่มพื้นที่ให้กับซุ้มล้อหน้า และสร้างความสมดุลกับซุ้มล้อหลัง รูปทรงของส่วนเว้าส่วนโค้งด้านข้างเห็นได้ชัดเจน และส่งให้ห้องโดยสารดูเยื้องมาทางหน้ารถมากขึ้น ตำแหน่งหม้อน้ำที่อยู่บริเวณข้างตัวรถ ช่วยให้สถาปัตยกรรมนี้ปรับใช้ได้อย่างลงตัวกับรถสปอร์ต
ด้านหน้าของ Ferrari Daytona SP3 สะดุดตาด้วยโป่งล้อที่มีส่วนโค้งนูนด้านนอกและด้านใน โดยส่วนโค้งด้านในจะลาดลงไปยังช่องรับอากาศทั้งสองบนฝากระโปรงหน้า ช่วยให้โป่งล้อดูกว้างยิ่งขึ้น ความสัมพันธ์ระหว่างพื้นผิวที่มองเห็นได้ด้วยตา ซึ่งเกิดจากส่วนโค้งด้านนอก และหน้าที่ด้านอากาศพลศาสตร์ของส่วนโค้งด้านใน ทำให้เห็นถึงวิถีที่สไตล์กับเทคโนโลยีสามารถเชื่อมโยงถึงกันได้อย่างกลมกลืนในรถคันนี้ กันชนหน้ามีกระจังตรงกลางขนาดใหญ่ ขนาบข้างด้วยแผงที่มีครีบแนวนอนเรียงซ้อนกันที่ขอบนอก องค์ประกอบของไฟหน้ามีความเฉพาะตัวด้วยแผ่นด้านบนแบบเลื่อน เปิด-ปิด ได้ ที่ชวนให้นึกถึงไฟหน้าแบบ Pop-up ของซูเปอร์คาร์ยุคแรกๆ ซึ่งเป็นธีมที่ได้รับความนิยมของ Ferrari เสริมให้รถมีภาพลักษณ์ที่ดุดันและคงความมินิมัล ครีบสองชิ้นที่อ้างอิงจาก Aeroflick (Canards) ที่มีอยู่ในรุ่น 330 P4 และรถแข่งต้นแบบอีกหลายรุ่น ยื่นออกมาจากขอบด้านล่างของไฟหน้า เพิ่มความดุดันให้กับด้านหน้าของรถ
ตัวถังส่วนหลังมีการขับเคลื่อนรูปลักษณ์อันทรงพลังของโป่งล้อ ด้วยการใช้ธีมส่วนโค้งคู่เช่นเดียวกับล้อหน้า ร่วมด้วยช่องระบายอากาศที่เพิ่มมุมมองแบบสามมิติขึ้นอีกขั้น ห้องโดยสารขนาดกะทัดรัดและลาดเอียง ผสานเข้ากับโป่งทั้งสอง จนได้ท้ายรถที่ดูทรงพลัง พร้อมองค์ประกอบแบบโครงสันหลังที่ได้แรงบันดาลใจมาจาก 330 P4 โดยมีขุมพลัง V12 แบบไม่มีระบบอัดอากาศอันเป็นหัวใจที่เต้นอย่างมีชีวิตชีวาของ Ferrari Icona อวดความตระการตาอยู่ที่ปลายสุดของโครงสันหลังนี้
ชุดครีบเรียงอากาศแนวนอนช่วยเติมเต็มส่วนท้ายของรถ มอบรูปลักษณ์ที่ดูดุดันและหนักแน่นกำยำ ส่งให้ Ferrari Daytona SP3 ทั้งสะท้อนความล้ำยุคและเอกลักษณ์ที่ชัดเจนของ DNA จาก Ferrari ได้ในเวลาเดียวกัน ชุดไฟท้ายเป็นแถบไฟแนวนอนติดตั้งไว้ใต้สปอยเลอร์ และรวมเป็นชิ้นเดียวกับครีบแนวนอนเส้นแรกอย่างกลมกลืน ปลายท่อไอเสียคู่ติดตั้งไว้ตรงกลางเหนือส่วนบนของดิฟฟิวเซอร์ เพิ่มบุคลิกที่ดุดันและเติมเต็มดีไซน์ ทำให้รถดูกว้างยิ่งขึ้น
ห้องโดยสาร: ศูนย์กลางแห่งสัมผัสและสมรรถนะ
แม้กระทั่งในค็อกพิตของ Ferrari Daytona SP3 ก็ยังได้แรงบันดาลใจมาจาก Ferrari ในตำนานอย่าง 330 P3/4, 312 P และ 350 Can-Am จากจุดเริ่มต้นที่ไอเดียการใช้แชสซีส์ประสิทธิภาพสูง เหล่านักออกแบบได้สร้างพื้นที่ที่ได้รับการขัดเกลาอย่างพิถีพิถัน เพื่อมอบความสะดวกสบายและความสามารถในการใช้งานครอบคลุมของรถ Grand Tourer ที่ทันสมัย ขณะที่ยังคงไว้ซึ่งภาษาการออกแบบที่ค่อนข้างเรียบง่าย ห้องโดยสารมีปรัชญาที่แฝงอยู่เบื้องหลังการตกแต่ง ตัวอย่างเช่น แดชบอร์ดที่มินิมัลและใช้งานได้จริง แต่ยังให้ความรู้สึกร่วมสมัยได้อย่างชัดเจน เบาะรองนั่ง ซึ่งปกติจะบุเข้ากับแชสซีส์โดยตรงของรถแข่งต้นแบบ ได้รับการปรับให้เป็นเบาะนั่งที่รวมเป็นส่วนหนึ่งของตัวถังรถ มอบความต่อเนื่องของพื้นผิวกับชิ้นส่วนตกแต่งโดยรอบอย่างเรียบเนียนไร้รอยต่อ
องค์ประกอบอื่นๆ ของตัวถังภายนอก ซึ่งรวมถึงกระจกหน้า ส่งผลในทางบวกต่อการออกแบบภายใน เมื่อมองจากด้านข้าง จะเห็นส่วนตัดจากด้านบนของกรอบกระจกหน้า ทำให้เกิดเป็นระนาบแนวตั้งที่แบ่งค็อกพิตออกเป็นสองส่วน แบ่งพื้นที่ของแดชบอร์ดที่ติดตั้งมาตรวัดต่างๆ ออกจากส่วนเบาะนั่ง สถาปัตยกรรมนี้บรรลุผลสำเร็จอันยากลำบากในการให้ทั้งความสปอร์ตแบบสุดขีดและความสง่างามได้ในเวลาเดียวกัน
จุดมุ่งหมายของห้องโดยสารใน Ferrari Daytona SP3 คือการรับประกันว่าทั้งคนขับและผู้โดยสารจะมีสภาพแวดล้อมในการขับขี่ที่สะดวกสบาย โดยนำพื้นฐานของรถแข่งมาปรับใช้ แนวคิดหลักคือการขยายห้องโดยสารให้กว้างขึ้น ด้วยการสร้างช่องว่างที่ชัดเจนระหว่างบริเวณแดชบอร์ดและเบาะนั่งทั้งสอง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของพื้นผิวที่ต่อเนื่องไร้รอยต่อ วัสดุแบบเดียวกับที่ใช้หุ้มเบาะถูกนำไปใช้ตลอดแนวจนถึงแผงประตู เพื่อจำลองความสง่างามตามแบบฉบับของรถสปอร์ตต้นแบบ นอกจากนี้ยังสามารถเห็นวัสดุเดียวกันนี้ที่บริเวณธรณีประตูเมื่อเปิดประตูอีกด้วย
แดชบอร์ดก็ยึดหลักปรัชญาเดียวกัน ใน Ferrari Daytona SP3 ส่วนตกแต่งนั้นขยายไปถึงมุมกระจกหน้า ครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมดที่เชื่อมต่อกับกระจกหน้ารถ แดชบอร์ดที่เพรียวบางและกว้างเต็มพื้นที่ ดูราวกับลอยตัวอยู่เหนือชิ้นส่วนโดยรอบ มีการตกแต่งแยกเป็น 2 ระดับ คือ การตกแต่งที่ส่วนบนซึ่งสะอาดตาและวิจิตรงดงาม แยกออกจากส่วนล่างด้วยเส้นแบ่งพื้นผิวที่ชัดเจนและใช้งานได้จริง ระบบควบคุมด้วยการสัมผัสของ Human-Machine Interface (HMI) ถูกจัดรวมไว้ที่ส่วนล่างนี้เช่นกัน
เบาะนั่งถูกรวมเข้าเป็นหนึ่งเดียวกับแชสซีส์ และออกแบบตามหลักสรีรศาสตร์แบบเดียวกับรถยนต์สมรรถนะสูง ทว่ายังมีรายละเอียดสุดพิถีพิถันที่ทำให้ดูแตกต่างออกไป พื้นผิวที่เชื่อมต่อระหว่างเบาะนั่งและส่วนต่อขยายของธีมไปยังพื้นที่ที่อยู่ติดกัน รวมทั้งปริมาตรโดยรวมในห้องโดยสาร สามารถทำได้เนื่องจากเบาะเป็นแบบ Fixed (ปรับเลื่อนไม่ได้) ในขณะที่คนขับจะปรับตำแหน่งการขับขี่ให้เหมาะสมได้ด้วยการเลื่อนชุดแป้นเหยียบ (คันเร่ง, เบรก) ช่องว่างที่ชัดเจนระหว่างพื้นที่ทางเทคนิคของผู้ขับกับพื้นที่ผู้โดยสาร ยังช่วยให้สามารถขยายเบาะนั่งออกไปตลอดแนวของพื้นรถได้ แม้กระทั่งพนักพิงศีรษะก็ยังอ้างอิงมาจากสายพันธุ์รถแข่ง แต่ในขณะที่ของรถแข่งเป็นแบบติดตั้งรวมอยู่กับเบาะ พนักพิงศีรษะของ Ferrari Daytona SP3 จะเป็นแบบแยกชิ้นออกมา เบาะนั่งแบบฟิกซ์และชุดแป้นเหยียบที่ปรับเลื่อนตำแหน่งได้ ทำให้ทั้งสองส่วนนี้สามารถติดตั้งไว้ที่ส่วนหลังของห้องโดยสาร จึงช่วยให้ห้องโดยสารดูโปร่งโล่งยิ่งขึ้น
ดีไซน์ของแผงประตูก็ช่วยให้ค็อกพิตดูกว้างขึ้นเช่นกัน พื้นที่บางส่วนตกแต่งเพิ่มเติมด้วยคาร์บอนไฟเบอร์ มีการหุ้มด้วยหนังแท้บนแผงประตูบริเวณช่วงไหล่ ช่วยเชื่อมโยงความรู้สึกแบบรถแข่งเข้ากับเอฟเฟกต์ที่โอบล้อมรอบตัวได้เป็นอย่างดี ต่ำลงมาเป็นพื้นผิวที่ให้สัมผัสเหมือนเป็นส่วนขยายเพิ่มเติมของเบาะนั่ง อุโมงค์เกียร์มีครีบที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวติดตั้งไว้บริเวณชิ้นส่วนที่เชื่อมต่อระหว่างเบาะทั้งสอง จัดเป็นองค์ประกอบที่สุดขั้วมากๆ ชิ้นหนึ่ง พื้นที่ส่วนหน้าคือร่องเกียร์แบบเดียวกับที่เปิดตัวครั้งแรกไปในรุ่น SF90 Stradale อย่างไรก็ตาม ในรถคันนี้ ชุดคันเกียร์ได้ปรับให้สูงขึ้นจนรู้สึกราวกับลอยอยู่เหนือชิ้นส่วนอื่นรอบๆ ปิดท้ายด้วยเสากลางที่ทำจากคาร์บอนไฟเบอร์ ซึ่งทำให้ดูเหมือนรองรับแดชบอร์ดทั้งหมดเอาไว้
ระบบขับเคลื่อน: V12 อันไร้เทียมทาน สู่สมรรถนะสูงสุด
เพื่อให้ Ferrari Daytona SP3 เป็นยนตรกรรม V12 ที่เร้าใจที่สุด Ferrari ได้เลือกเครื่องยนต์ของ 812 Competizione เป็นจุดเริ่มต้น แต่ได้ย้ายไปยังตำแหน่งวางกลางด้านหลัง เพื่อเอื้อให้สามารถปรับรูปแบบทางเดินไอดีและไอเสีย ตลอดจนประสิทธิภาพการไหลเวียนต่างๆ ได้เหมาะสมที่สุด ผลลัพธ์ที่ได้คือขุมพลัง F140HC ที่ทรงพลังที่สุดในกลุ่มเครื่องยนต์สันดาปภายในที่ Ferrari เคยสร้างขึ้นมา ให้กำลังมหาศาลถึง 840 แรงม้า ร่วมด้วยเสียงคำรามที่น่าประทับใจและทรงพลังตามแบบฉบับของม้าลำพอง V12
เครื่องยนต์เป็นแบบสูบวี ทำมุม 65 องศาระหว่างกัน และยังคงความจุ 6.5 ลิตรเอาไว้เช่นเดียวกับขุมพลังรหัส F140HB เครือญาติของมัน ที่ใช้ในรุ่นอัพเกรดพิเศษ 812 Competizione การพัฒนาต่างๆ ช่วยเพิ่มสมรรถนะของระบบขับเคลื่อนจนกลายเป็นมาตรฐานใหม่ในรถกลุ่มนี้ ต้องขอบคุณซาวด์แทร็คอันน่าอัศจรรย์ ซึ่งได้มาจากการทำงานร่วมกันของทั้งฝั่งไอดีและไอเสีย รวมถึงเกียร์ 7 จังหวะ ซึ่งสามารถเปลี่ยนเกียร์ได้ฉับไวขึ้นและเป็นไปตามสั่งอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน จากการมุ่งมั่นพัฒนาส่วนนี้โดยเฉพาะ
รอบเครื่องสูงสุดอยู่ที่ 9,500 รอบ/นาที และแรงบิดที่เพิ่มสูงขึ้นได้อย่างรวดเร็วต่อเนื่องจนถึงรอบสูงสุด ส่งผลให้ผู้โดยสารทั้งสองสัมผัสได้ถึงอัตราเร่งและพละกำลังอันไร้ขีดจำกัด มีการให้ความใส่ใจเป็นพิเศษในเรื่องของการลดน้ำหนักและแรงเฉื่อยของเครื่องยนต์ ด้วยการใช้ก้านสูบไทเทเนียมซึ่งเบากว่าเหล็กถึง 40 เปอร์เซ็นต์ และใช้ลูกสูบที่ผลิตจากวัสดุที่แตกต่างไปจากเดิม สลักลูกสูบแบบใหม่เคลือบด้วย DLC (Diamond Like Carbon) ที่จะช่วยลดแรงเสียดทานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง เพลาข้อเหวี่ยงได้รับการถ่วงสมดุลใหม่และยังมีน้ำหนักเบากว่าเดิม 3 เปอร์เซ็นต์ อีกด้วย
การเปิดและปิดวาล์วใช้ตัวกดวาล์วแบบสไลด์ที่นำมาจากรถแข่ง F1 และพัฒนาขึ้นโดยมีจุดประสงค์เพื่อลดมวลและใช้ประโยชน์จากแคมชาฟต์ที่มีโพรไฟล์สูงกว่าเดิมได้มากขึ้น กระเดื่องกดวาล์วแบบสไลด์ก็ถูกเคลือบด้วย DLC และทำหน้าที่ส่งผ่านการทำงานของแคมชาฟต์ (ที่เคลือบด้วย DLC เช่นกัน) ไปยังวาล์ว โดยใช้ลูกกระทุ้งวาล์วแบบไฮดรอลิกแทนเดือยในการเคลื่อนตัว
ระบบไอดีได้รับการออกแบบใหม่ขนานใหญ่ ท่อร่วมไอดีและท่อนำอากาศมีขนาดกะทัดรัดกว่าเดิม เพื่อลดความยาวโดยรวมของท่อทางเดินและส่งมอบพละกำลังที่รอบสูง ในขณะที่แรงบิดมีมากขึ้นในทุกความเร็วรอบจากระบบท่อทางเดินแบบแปรผัน ระบบจะปรับความยาวของชุดท่อให้เหมาะสมได้อย่างต่อเนื่อง โดยเปลี่ยนไปตามจังหวะการจุดระเบิดของเครื่องยนต์ เพื่อเพิ่มการประจุไอดีเข้าไปในกระบอกสูบให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ระบบไฮดรอลิกที่ใช้ควบคุมแอคทูเอเตอร์ ถูกบริหารจัดการโดย ECU ระบบปิด ปรับความยาวของท่อโดยใช้พื้นฐานข้อมูลจากโหลดของเครื่องยนต์
เมื่อทำงานร่วมกับแคมชาฟต์ที่ปรับองศาใหม่ ระบบวาล์วแปรผันจะสร้างแรงดันสูงสุดตามความจำเป็น เพื่อให้ได้พลังในรอบสูง โดยไม่ไปลดทอนแรงบิดที่รอบต่ำและกลาง ผลลัพธ์ที่ได้คือสัมผัสที่ต่อเนื่อง, อัตราเร่งฉับไว และได้พละกำลังอันน่าอัศจรรย์ที่รอบเครื่องสูงสุด
ระบบบริหารจัดการการจ่ายเชื้อเพลิงเบนซินแบบฉีดตรง (GDI – Gasoline Direct Injection ที่ 350 บาร์) ได้รับการพัฒนาขึ้นไปอีกขั้น ปัจจุบันประกอบด้วยปั๊มเชื้อเพลิง 2 ชุด, รางหัวฉีด 4 ราง พร้อมเซ็นเซอร์วัดแรงดัน ซึ่งจะรายงานผลไปยังระบบควบคุมแรงดันแบบปิดและหัวฉีดอิเล็กทรอนิกส์ นอกเหนือจากการเพิ่มแรงดันในการฉีดแล้ว ยังมีการปรับจังหวะการฉีดและปริมาณของเชื้อเพลิงที่จะจ่ายไปยังแต่ละหัวฉีด ทำให้สามารถลดการปล่อยมลพิษและการก่อตัวของอนุภาคลงได้ 30% (WLTC cycle) เมื่อเทียบกับ 812 Superfast
ระบบจุดระเบิดได้รับการตรวจสอบอย่างต่อเนื่องด้วย ECU (ION 3.1) ซึ่งมีระบบตรวจจับไอออนที่จะวัดกระแสไอออนไนซ์ เพื่อควบคุมจังหวะการจุดระเบิด และยังมีฟังก์ชั่นสั่งการจุดระเบิดของหัวเทียนแบบครั้งเดียวและหลายครั้ง เมื่อต้องการจุดระเบิดส่วนผสมของอากาศและน้ำมัน เพื่อให้เครื่องยนต์ทำงานอย่างนุ่มนวลและเกิดเป็นพลังงานที่สะอาด นอกจากนั้น ECU ยังควบคุมแรงอัดในห้องเผาไหม้ เพื่อให้แน่ใจว่าเครื่องยนต์จะทำงานอยู่ในช่วงอุณหภูมิที่ให้ประสิทธิภาพสูงสุดเสมอ ต้องขอบคุณระบบที่ซับซ้อนเพื่อระบุค่าออกเทนของน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีอยู่ในถังน้ำมัน
ปั๊มน้ำมันเครื่องแบบแปรผันรุ่นใหม่ ได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อให้สามารถควบคุมแรงดันน้ำมันได้อย่างต่อเนื่องตลอดช่วงการทำงานทั้งหมดของเครื่องยนต์ วาล์วโซลินอยด์ควบคุมโดย ECU ของเครื่องยนต์ในวงจรระบบปิด ใช้เพื่อควบคุมการแปรผันของปั๊มทั้งในแง่ของการไหลและแรงดัน โดยส่งเฉพาะปริมาณน้ำมันเครื่องที่จำเป็น เพื่อให้แน่ใจว่าเครื่องยนต์จะทำงานได้อย่างเสถียรตลอดเวลา จุดที่สำคัญก็คือ เพื่อลดการเสียดสีและเพิ่มสมรรถนะเชิงกล จึงใช้น้ำมันเครื่องที่มีความหนืดน้อยกว่าปกติที่เคยใช้ในเครื่องยนต์ V12 รุ่นก่อน และท่อทางเดินน้ำมันทั้งหมดยังได้รับการออกแบบให้วิ่งผ่านตัวเครื่องยนต์ได้อย่างทั่วถึงมากขึ้น เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพที่ดีกว่าเดิม
สถาปัตยกรรม: สัมผัสแห่งการเป็นหนึ่งเดียวกับรถ
เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ขับ Ferrari Daytona SP3 จะรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับรถ งานวิศวกรรมได้นำความเชี่ยวชาญด้านสรีรศาสตร์ที่ Maranello ได้พัฒนาขึ้นสำหรับรถแข่ง F1 มาใช้ แชสซีส์ที่ใช้ส่วนหนึ่งเป็นเบาะนั่ง หมายถึงตำแหน่งการขับขี่จะต่ำกว่า และอยู่ในท่าที่เอนนอนมากกว่าในรถยนต์ Ferrari รุ่นใดๆ ข้อเท็จจริงก็คือ ตำแหน่งการนั่งนั้นคล้ายคลึงกับรถแข่งที่นั่งเดี่ยวมากๆ วิธีนี้ช่วยลดน้ำหนัก และทำให้รถมีความสูงเพียง 1,142 มม. ซึ่งช่วยลดแรงต้านอากาศไปในตัว ชุดแป้นเหยียบแบบปรับเลื่อน จะช่วยให้ผู้ขับได้ตำแหน่งการนั่งที่รู้สึกพอเหมาะกับตัวเองที่สุด
พวงมาลัยของ Ferrari Daytona SP3 มีระบบ Human-Machine Interface (HMI) เช่นเดียวกับที่มีอยู่ใน SF90 Stradale, Ferrari Roma, SF90 Spider และ 296 GTB สืบสานปรัชญา “มือบนพวงมาลัย, สายตาบนถนน” ของ Ferrari ต่อไป ชุดควบคุมแบบสัมผัส (Touch Control) ช่วยให้ผู้ขับสามารถควบคุมการทำงานต่างๆ ของ Ferrari Daytona SP3 ได้ถึง 80 เปอร์เซ็นต์ โดยไม่ต้องละมือออกจากพวงมาลัย ขณะที่จอมาตรวัดทรงโค้งขนาด 16 นิ้ว แบบความละเอียดสูง สามารถแสดงข้อมูลเกี่ยวกับการขับขี่ได้แบบทันทีทันใด
ทั้งแชสซีส์และตัวถังของ Ferrari Daytona SP3 ล้วนผลิตขึ้นจากวัสดุผสม ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่นำมาจากรถแข่ง F1 โดยตรง มอบน้ำหนักที่เบาและมีอัตราส่วนความแข็งแรง/น้ำหนักโครงสร้างอันน่าทึ่ง มีการลดจุดศูนย์ถ่วงให้ต่ำลงและใช้โครงสร้างที่กะทัดรัด ตลอดจนส่วนประกอบหลายอย่าง อาทิ โครงสร้างเบาะนั่งที่รวมเข้ากับแชสซีส์ ก็เพื่อตัดน้ำหนักของรถให้เหลือน้อยที่สุด
มีการใช้วัสดุคอมโพสิตสำหรับอากาศยาน ซึ่งรวมถึงคาร์บอนไฟเบอร์ T800 สำหรับห้องโดยสาร ซึ่งวางผ้าคาร์บอนไฟเบอร์ด้วยมือ เพื่อให้มั่นใจว่าจะได้ปริมาณเส้นใยที่ถูกต้องสำหรับแต่ละพื้นที่ คาร์บอนไฟเบอร์ T-1000 ถูกนำมาใช้กับประตูและธรณีประตู เพื่อปกป้องค็อกพิตหากเกิดการชนจากด้านข้าง ใช้ Kevlar ในบริเวณที่มีโอกาสรับแรงกระแทก เนื่องจากมีคุณสมบัติที่ทนทานสูง ใช้การอบใน Autoclave เทคนิคเดียวกับในรถแข่ง Formula 1 โดยแบ่งเป็น 2 เฟส ที่ 130 และ 150 องศาเซลเซียส ชิ้นส่วนเหล่านี้จะถูกใส่ไว้ในถุงสูญญากาศ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดข้อผิดพลาดบนชิ้นงาน
ใช้ยางที่กำหนดขึ้นจากการพัฒนาร่วมกับ Pirelli สำหรับ Ferrari Daytona SP3 โดยเฉพาะ: ยางรุ่น P Zero Corsa มีประสิทธิภาพดีขึ้นทั้งบนถนนแห้งและเปียก ด้วยการโฟกัสไปยังความเสถียรของรถในสภาวะที่มีแรงยึดเกาะต่ำ Icona รุ่นใหม่ยังมาพร้อมกับระบบ SSC เวอร์ชั่น 6.1 ของ Ferrari ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในรถแบบ V12 วางกลางลำที่ใช้เวอร์ชั่นนี้ นอกจากนั้นยังมีระบบ FDE (Ferrari Dynamic Enhancer) เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเข้าโค้ง ระบบควบคุมไดนามิกส์ตามแนวแรงด้านข้างนี้ จะจัดการกับแรงดันน้ำมันเบรกของคาลิเปอร์ เพื่อควบคุมมุมเหวี่ยง (Yaw Angle) ของรถ เมื่อกำลังขับขี่อยู่บนขีดจำกัดสูงสุด สามารถเปิดใช้งานได้ที่โหมด ‘Race’ และ ‘CT-Off’ ผ่านสวิตช์ Manettino
การใช้โครงสร้างตัวถังแบบเครื่องยนต์วางกลางลำด้านหลังและแชสซีส์คอมโพสิต ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการกระจายน้ำหนักระหว่างเพลา โดยมุ่งเน้นที่มวลรอบๆ จุดศูนย์ถ่วง ด้วยวิธีนี้ร่วมกับการปรับแต่งเครื่องยนต์ จึงได้มาซึ่งการทำลายสถิติอัตราส่วน น้ำหนัก/แรงม้า และการทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ตลอดจน 0-200 กม./ชม.
อากาศพลศาสตร์: ศิลปะแห่งการไหลเวียน
วัตถุประสงค์ของ Ferrari Daytona SP3 คือการนำเสนอแอโรไดนามิกที่จะทำให้ Ferrari คันนี้เป็นรถที่ใช้ชุดแอโรตายตัว (ปรับไม่ได้) ที่มีประสิทธิภาพด้านอากาศพลศาสตร์ในระดับสูงสุดอย่างไม่เคยมีมาก่อน สิ่งนี้ต้องใช้ความเอาใจใส่ในรายละเอียดอย่างรอบคอบยิ่งขึ้น เมื่อต้องออกแบบให้การกระจายความร้อนมีประสิทธิภาพที่ดีด้วย การจัดการกระแสลมร้อนจึงมีความสำคัญต่อการกำหนดเลย์เอาต์ที่ต้องผสานกับแอโรไดนามิกโดยรวมให้ได้มากที่สุด
พละกำลังที่เพิ่มขึ้นของเครื่องยนต์รหัส F140HC หมายถึงการเพิ่มขึ้นของพลังงานความร้อนที่จะกระจายออกไป จึงต้องเพิ่มปริมาณสารหล่อเย็น ทำให้มีมวลเพิ่มขึ้นตามไปด้วย เพื่อแก้ปัญหาอากาศพลศาสตร์ส่วนหน้าของรถ การมุ่งเน้นที่การพัฒนาประสิทธิภาพการระบายความร้อนจึงต้องมาเป็นอันดับแรก และเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด ดังนั้น งานออกแบบที่เต็มไปด้วยรายละเอียดมากมาย จึงไปตกอยู่ที่ชุดของพัดลมระบายอากาศ มีการใช้ช่องเปิดบริเวณใต้ท้องรถเพื่อไล่ลมร้อนออกไป และใช้ท่อดักอากาศ ซึ่งทั้งหมดได้รับการปรับปรุงใหม่ เพื่อหลีกเลี่ยงการเพิ่มขนาดหม้อน้ำด้านหน้า
การวิจัยส่วนใหญ่มุ่งเน้นไปยังดีไซน์ด้านข้างตัวถัง ซึ่งมีจุดได้เปรียบจากการจัดวางแผงระบายความร้อนของน้ำมันเกียร์และน้ำมันเครื่อง ที่ย้ายมาติดตั้งไว้กึ่งกลางของรถ
การวิจัยจำนวนมากได้นำไปสู่การออกแบบปีกข้าง ซึ่งได้ประโยชน์จากการจัดวางมวลที่แผ่กระจายของกระปุกเกียร์และน้ำมันเครื่องไปที่ศูนย์กลางของรถ วิธีนี้ช่วยให้สามารถรวมช่องด้านข้างเข้าเป็นชิ้นเดียวกับประตูรถได้ จึงย้ายปล่องดักอากาศของแผงระบายความร้อนในแชสซีส์มาด้านหน้าได้มากขึ้น ด้วยเหตุนี้ โป่งซุ้มล้อจึงกลายเป็นพื้นที่สำหรับช่องดักอากาศที่รับลมเข้ามาระบายความร้อนหม้อน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สามารถมองเห็นการผสานรวมฟังก์ชั่นของแอโรไดนามิกระดับสูงเข้ากับการออกแบบได้อย่างชัดเจนจากฝาครอบเครื่องยนต์ ซึ่งมีโครงสร้างแบบโครงสันหลังเพื่อส่งอากาศบริสุทธิ์เข้าสู่ไอดีของเครื่องยนต์ ตลอดจนระบายอากาศร้อนออกไปจากห้องเครื่อง ปล่องดักอากาศจะอยู่บริเวณส่วนฐานของโครงสันหลัง เพื่อลดระยะทางเดินของอากาศสู่แผ่นกรอง และทำให้มีการสูญเสียมวลอากาศระหว่างทางน้อยลง ร่องตามยาวที่แยกส่วนโครงสันหลังออกจากตัวถังด้านหลังแบบชิ้นเดียว ช่วยระบายความร้อนของเครื่องยนต์และกักเก็บอากาศเย็น โดยทำงานร่วมกับช่องระบายอากาศที่อยู่ระหว่างครีบบนกันชนหลัง
เลย์เอาต์ที่นำมาใช้สำหรับจัดการการระบายความร้อน ทำให้เกิดพื้นที่ที่ทีมอากาศพลศาสตร์สามารถใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพโดยรวมให้กับรถได้ โดยมุ่งเน้นที่การผสมผสานระหว่างปริมาตรและพื้นผิวให้สมบูรณ์แบบ และใช้แนวคิดใหม่กับช่วงล่างที่ทำงานประสานกับตัวถังส่วนบน โดยไม่จำเป็นต้องใช้ชุดแอโรแบบแอคทีฟ
ด้านหน้าของ Ferrari Daytona SP3 เป็นการผสมผสานระหว่างรูปแบบและการใช้งานที่กลมกลืนลงตัว แต่ละฝั่งของกระจังส่วนกลางสำหรับหม้อน้ำ เป็นช่องรับลมเข้าไปยังระบบเบรก และช่องที่ระบายอากาศออกไปยังทางออกทั้งสองฝั่งของฝากระโปรงหน้า เพื่อสร้างลมที่ก่อให้เกิดดาวน์ฟอร์ซด้านหน้า ใต้ชุดไฟหน้าคือครีบสำหรับเพิ่มดาวน์ฟอร์ซเช่นกัน ครีบที่เรียงซ้อนกันในแนวตั้งภายในมุมของกันชน จะนำกระแสลมเข้าสู่ซุ้มล้อ ทำให้เกิดการไหลที่ช่วยลดแรงต้าน ด้วยการปรับทิศทางอากาศไปตามด้านข้างของรถ และยังช่วยลดความปั่นป่วนที่เกิดจากการหมุนของล้ออีกด้วย
รูปทรงโค้งมนของกันชนหน้า ไม่ใช่องค์ประกอบเดียวที่ควบคุมการไหลอากาศตามแนวด้านข้างตัวถังเพื่อลดแรงต้าน แต่รูปทรงของก้านล้อและดีไซน์แนวตั้งบริเวณด้านข้างรถก็มีส่วนช่วยเช่นกัน โดยกันชนหน้าจะช่วยเพิ่มแรงดูดอากาศออกจากซุ้มล้อและจัดเรียงกระแสที่จะไหลไปยังด้านข้าง พื้นที่อันกว้างขวางของดีไซน์แนวตั้งด้านข้าง จะทำหน้าที่ตรึงอากาศที่ออกมาจากล้อให้อยู่ใกล้กับพื้นผิวตัวถัง เพื่อลดขนาดแนวตามขวางของอากาศที่จะทำให้เกิดแรงต้านลง และดีไซน์นี้ยังซ่อนแอร์โรที่จะแยกการลำเลียงอากาศจากซุ้มล้อหน้าไปยังช่องระบายอากาศที่อยู่บริเวณด้านหน้าของล้อหลังอีกด้วย วิธีนี้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของทั้งแรงกดและแรงต้านใต้ท้องรถได้ดียิ่งขึ้น
การวิจัยพัฒนาบริเวณใต้ท้องรถ ถูกออกแบบขึ้นเพื่อเพิ่มสมรรถนะส่วนล่างทั้งหมดของรถ ด้วยการใช้ชุดอุปกรณ์ที่ทำให้เกิดการจัดเรียงกระแสอากาศแบบเฉพาะจุด ที่สำคัญคือการลดความสูงของใต้ท้องรถ ซึ่งหมายถึงการย้ายตำแหน่งดูดอากาศเข้าไปใกล้กับพื้นถนนยิ่งขึ้น เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพให้กับอุปกรณ์ โดยใช้ข้อได้เปรียบของเอฟเฟคต์ที่เกิดขึ้น ส่วนโค้งสองคู่ที่อยู่ก่อนถึงล้อคู่หน้า มีมุมสัมพัทธ์กับกระแสลม เพื่อสร้างอากาศที่ทรงพลังและเสถียร ซึ่งจะโต้ตอบกับใต้ท้องรถและล้อหน้า เพื่อเพิ่มแรงกดและลดแรงต้าน
ตัวสร้างกระแสอากาศอื่นๆ ได้รับการปรับและจัดวางให้เหมาะสม เพื่อปิดผนึกส่วนล่างของใต้ท้องรถด้านหน้าได้เต็มพื้นที่ ตัวเรียงอากาศด้านนอกติดตั้งไว้ที่ขอบของแชสซีส์บริเวณโพรงของซุ้มล้อด้านใน และให้ผลลัพธ์เช่นเดียวกับแผ่นเรียงอากาศด้านข้างของรถแข่ง Formula 1 กระแสอากาศที่สร้างเกราะป้องกันส่วนล่างของตัวถังจากผลกระทบของอากาศที่ส่งมาจากล้อหน้า จึงช่วยลดการรบกวนด้วยการไหลของอากาศซึ่งเกิดจากส่วนกลางของใต้ท้องรถได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
สปอยเลอร์หลังคือจุดที่มีความสำคัญสูงสุดในการพัฒนาพื้นที่ของดาวน์ฟอร์ซ เพื่อให้ได้สมดุลแรงกดระหว่างด้านหน้าและด้านหลังที่ถูกต้อง ทีมวิศวกรจึงใช้ความได้เปรียบจากการปรับตำแหน่งช่องรับอากาศของเครื่องยนต์และไฟท้ายที่ได้รับการดีไซน์ใหม่ ทั้งสองสิ่งนี้ช่วยให้สามารถขยายความกว้างของสปอยเลอร์ออกไปด้านข้างได้เต็มพื้นที่ของรถ ไม่เพียงพื้นผิวเท่านั้นที่เพิ่มขึ้น ทว่าขอบของสปอยเลอร์ก็มีความยาวขยายออกไปด้านหลัง จึงช่วยเพิ่มดาวน์ฟอร์ซยิ่งขึ้นโดยปราศจากแรงต้านใดๆ
นวัตกรรมที่ล้ำสมัย และลักษณะเฉพาะของรถ สามารถเห็นได้ที่ส่วนท้ายของใต้ท้องรถ: ปล่องบริเวณพื้นรถ จะเชื่อมต่อกับบานเกล็ดระบายอากาศที่เป็นส่วนหนึ่งของซุ้มล้อหลัง ผ่านช่องดักอากาศแนวตั้ง แรงดูดตามธรรมชาติที่เกิดจากความโค้งของโป่งล้อ ช่วยเพิ่มการไหลเวียนอากาศผ่านปล่อง และสร้างการเชื่อมโยงแบบไดนามิกต่อการไหลระหว่างกระแสอากาศใต้ท้องรถและด้านบนของตัวถัง ฟีเจอร์นี้นำมาซึ่งข้อได้เปรียบ 3 ประการ: ประการแรกคือ ลดแรงต้านของใต้ท้องรถ จากการไหลเวียนบริเวณใต้ท้องรถด้านหน้าที่เพิ่มขึ้น, เพิ่มแรงกด และทำให้สมดุลของแอโรขยับมาด้านหน้ายิ่งขึ้น เพื่อเพิ่มความเฉียบคมขณะหักเลี้ยว ประการที่สอง การไหลของอากาศที่มีอัตราเร่งเพิ่มขึ้น ซึ่งเกิดจากรูปทรงของท่อดักอากาศที่พื้นรถ ที่ทำให้เกิดแรงดูดที่สูงมาก จึงช่วยเพิ่มแรงกดให้กับท้ายรถตามไปด้วย และประการสุดท้าย สปอยเลอร์หลังได้รับประโยชน์จากการไหลของอากาศที่ถูกปล่อยออกมาจากบานเกล็ดบนโป่งล้อ
พื้นที่สุดท้ายที่ได้รับการพัฒนา คือการขยายปริมาตรของดิฟฟิวเซอร์ทั้งในแนวตั้งและแนวนอน ต้องยกความดีความชอบให้กับการติดตั้งท่อไอเสียไว้ส่วนกลางด้านบนของดิฟฟิวเซอร์ จึงมีพื้นที่ว่างเหลือมากพอให้ใช้ดิฟฟิวเซอร์แบบคู่ โดยหลักการแล้ว ดิฟฟิวเซอร์จะเปิดทางให้กระแสอากาศแผ่ออกมาเป็นสองระดับ เกิดเป็นรูปทรงโค้งแบบสะพานที่ดูราวกับลอยตัวแยกออกมาจากท้ายรถ แนวคิดคือการนำพลังงานระดับสูงที่เกิดจากพื้นที่บริเวณส่วนกลางของกระแสอากาศ มาทำให้อากาศไหลเวียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งภายในและภายนอกโครงสร้าง ‘สะพาน’ ที่อยู่ตรงกลาง นั่นหมายถึง อากาศที่ไหลผ่านรอบๆ พื้นที่ส่วนกลาง จะให้พลังงานแต่ละฝั่ง จึงเพิ่มประสิทธิภาพให้กับดิฟฟิวเซอร์ในภาพรวมนั่นเอง
Ferrari Icona: ตำนานที่ถูกรื้อฟื้น
ซีรีส์ Icona ของ Ferrari เปิดตัวครั้งแรกในปี 2018 ด้วยรุ่น Monza SP1 และ SP2 ยนตรกรรมซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากเหล่ารถแข่งแบบ Barchetta (ไม่มีหลังคา) ยุค 1950 ซึ่งทำให้แบรนด์มีชื่อเสียงระดับตำนานในวงการมอเตอร์สปอร์ตจากชัยชนะอันทรงเกียรติมากมาย ซีรีส์ Icona คือการเฉลิมฉลองประวัติศาสตร์ของ Ferrari นำสไตล์ที่เหนือกาลเวลาของรถยนต์อันโดดเด่นที่สุดของแบรนด์นี้ มาตีความใหม่ ให้เป็นรูปลักษณ์ที่ทันสมัยสุดขีด โดยใช้วัสดุและเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยที่สุดเท่าที่มีอยู่ในปัจจุบัน
แนวคิดในการรับแรงบันดาลใจจากช่วงเวลาสำคัญๆ ในประวัติศาสตร์ ซึ่งเป็นแก่นแท้ของแนวคิด Icona เป็นยิ่งกว่าการนำเอาสไตล์ในอดีตมาใช้ซ้ำ จุดมุ่งหมายคือการกลั่นกรองแก่นแท้ของยุคสมัยนั้นๆ และใช้เป็นปัจจัยเพื่อสร้างแนวคิดใหม่ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวมากพอที่จะกลายเป็นไอคอนสำหรับคนรุ่นต่อไปในอนาคต รถ Icona ทุกรุ่น มีความพิเศษที่ไม่มีให้เห็นในรถรุ่นปกติ มุ่งเป้าไปที่ลูกค้าและนักสะสมชั้นนำของ Ferrari ที่ภาคภูมิใจในความเป็นม้าลำพองโดยเฉพาะเท่านั้น
7 Years Maintenance: การดูแลระดับพรีเมียม
มาตรฐานคุณภาพที่เหนือชั้นของ Ferrari และการมุ่งเน้นที่การบริการลูกค้า เป็นหัวใจสำคัญของโปรแกรมการบำรุงรักษาขยายระยะเวลาเพิ่มขึ้นเป็น 7 ปี สำหรับ Ferrari Daytona SP3 โปรแกรมนี้ครอบคลุมการบำรุงรักษาตามปกติทั้งหมดในช่วง 7 ปีแรกของรถ การบำรุงรักษาตามกำหนดเวลานี้ เป็นบริการพิเศษที่ช่วยให้ลูกค้ามั่นใจได้ว่ารถของท่านจะมีประสิทธิภาพสูงสุดและมีความปลอดภัยตลอดเวลา บริการพิเศษนี้มีให้สำหรับผู้ที่ซื้อ Ferrari มือสองด้วยเช่นกัน
การบำรุงรักษาตามปกติ (ตามระยะทาง 20,000 กม. หรือปีละครั้ง ไม่จำกัดระยะทาง), อะไหล่แท้ และการตรวจเช็คอย่างพิถีพิถันโดยเจ้าหน้าที่ที่ได้รับการฝึกอบรมโดยตรงที่ศูนย์ฝึกอบรมของ Ferrari ใน Maranello โดยใช้เครื่องมือวินิจฉัยที่ทันสมัยที่สุด บริการนี้ครอบคลุมทั่วโลก รวมถึงตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการทั้งหมด
โปรแกรมการบำรุงรักษานี้ จะขยายขอบเขตของบริการหลังการขายที่เสนอโดย Ferrari เพื่อสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าที่ต้องการรักษาประสิทธิภาพและความเป็นเลิศ อันเป็นเอกลักษณ์ของรถยนต์ทุกคันที่สร้างขึ้นจากโรงงานใน Maranello
Ferrari Daytona SP3: การเดินทางสู่อนาคต ผ่านตำนานแห่งความภาคภูมิใจ
Ferrari Daytona SP3 ไม่ใช่เพียงแค่รถยนต์ แต่คือประวัติศาสตร์ที่มีชีวิต คือจิตวิญญาณแห่งการแข่งขันที่ถูกถ่ายทอดผ่านการออกแบบและวิศวกรรมอันล้ำสมัย หากคุณคือผู้ที่หลงใหลในสมรรถนะอันไร้ขีดจำกัด, การออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์ และมรดกอันยาวนานของ Ferrari นี่คือโอกาสที่จะได้สัมผัสกับที่สุดแห่งอัครยนตรกรรม ที่จะพาคุณทะยานสู่อนาคต พร้อมกับความทรงจำอันล้ำค่าจากตำนานแห่งชัยชนะ
หากท่านต้องการสัมผัสประสบการณ์การขับขี่อันน่าทึ่งของ Ferrari Daytona SP3 หรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเป็นเจ้าของรถยนต์ Ferrari ที่เปี่ยมด้วยประวัติศาสตร์และเทคโนโลยี เราขอเชิญท่านติดต่อตัวแทนจำหน่าย Ferrari อย่างเป็นทางการใกล้บ้านท่าน เพื่อเริ่มต้นการเดินทางอันน่าตื่นเต้นครั้งใหม่กับ Ferrari ครับ
![[ครบชุด] T2201018 ทำไหมผ ดการ งไม นเง นเด อนให พน กงาน](https://filmthai.thocahouse.vn/wp-content/uploads/2026/01/image-67.png)
