Mercedes-AMG ONE: เหนือกว่าทุกขีดจำกัด สู่สถิติใหม่ที่ Nürburgring Nordschleife
ในโลกแห่งยานยนต์สมรรถนะสูง ที่ซึ่งเทคโนโลยีและนวัตกรรมก้าวไปอย่างไม่หยุดยั้ง ชื่อของ Mercedes-AMG ONE ได้ปรากฏขึ้นพร้อมกับกา
รสั่นสะเทือนวงการรถยนต์ระดับโลกอีกครั้ง ด้วยการประกาศศักดาผ่านการสร้างสถิติใหม่บนสนามแข่งในตำนานอย่าง Nürburgring Nordschleife ด้วยเวลาอันน่าทึ่ง 6 นาที 29.090 วินาที นี่ไม่ใช่เพียงแค่ตัวเลขที่เพิ่มเข้ามาในประวัติศาสตร์ แต่เป็นการยืนยันถึงศักยภาพอันไร้ขีดจำกัดของไฮเปอร์คาร์ที่ถอดแบบมาจาก Formula 1 สู่การใช้งานจริงบนท้องถนน
ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการยานยนต์มานานกว่าทศวรรษ ผมได้เห็นวิวัฒนาการของเทคโนโลยีมอเตอร์สปอร์ตที่ค่อยๆ หล่อหลอมและถ่ายทอดสู่รถยนต์ที่ผู้บริโภคทั่วไปสามารถครอบครองได้ แต่ Mercedes-AMG ONE คือปรากฏการณ์ที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง มันคือการหลอมรวมเทคโนโลยี F1 ที่ล้ำสมัยที่สุด เข้ากับความหรูหราและสมรรถนะที่ Mercedes-Benz เป็นที่รู้จักมายาวนาน การทำลายสถิติที่ Nürburgring ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลลัพธ์ของการทุ่มเทวิจัยและพัฒนาอย่างไม่ลดละ ผสานกับการออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์ที่แม่นยำ เพื่อให้ได้มาซึ่ง “ที่สุด” ของรถยนต์สำหรับวิ่งบนถนน
การก้าวข้ามขีดจำกัด: สถิติที่ Mercedes-AMG ONE สร้างขึ้น
สถิติ 6 นาที 29.090 วินาที ที่ Mercedes-AMG ONE ทำได้ในสนาม Nürburgring Nordschleife ระยะทาง 20.832 กิโลเมตรนั้น เป็นการทำลายสถิติเดิมของตัวเองที่เคยบันทึกไว้ในปี 2022 ที่ 6 นาที 35.183 วินาที ด้วยเวลาที่เร็วขึ้นกว่า 5 วินาที นี่คือการบ่งชี้ถึงการปรับปรุงและพัฒนาอย่างต่อเนื่องของทีมวิศวกรและนักแข่ง ทำให้ Mercedes-AMG ONE กลายเป็นรถยนต์ที่ผลิตเพื่อใช้งานบนถนนทั่วไปคันแรกที่สามารถทำเวลาต่ำกว่า 6 นาที 30 วินาทีในสนามที่ได้รับการขนานนามว่า “นรกสีเขียว” แห่งนี้ได้สำเร็จ
การทำสถิติครั้งนี้ได้ขับเน้นถึงความสำคัญของเทคโนโลยีระบบส่งกำลังแบบไฮบริดประสิทธิภาพสูง ที่ผสานการทำงานของเครื่องยนต์สันดาปภายในที่ทรงพลังเข้ากับมอเตอร์ไฟฟ้าหลายตัว เพื่อมอบพละกำลังและการตอบสนองที่เหนือชั้น การที่รถยนต์คันนี้สามารถทำเวลาได้เร็วกว่าคู่แข่งที่ใกล้เคียงที่สุดอย่าง Porsche 911 GT2 RS ที่มีชุด Manthey Performance Kit (6 นาที 43.300 วินาที) ยิ่งตอกย้ำถึงความล้ำหน้าของ Mercedes-AMG ONE
อย่างไรก็ตาม เราต้องไม่ลืมว่าสถิติรอบสนามที่เร็วที่สุดตลอดกาลในสนาม Nürburgring Nordschleife ยังคงเป็นของ Porsche 919 Hybrid Evo ซึ่งเป็นรถแข่ง Formula 1 ที่ได้รับการปรับปรุงพิเศษ (5 นาที 19.546 วินาที) การเปรียบเทียบนี้แสดงให้เห็นว่า แม้ Mercedes-AMG ONE จะได้แรงบันดาลใจและเทคโนโลยีมาจาก F1 แต่ก็ยังคงเป็นรถที่ออกแบบมาเพื่อการใช้งานบนถนนเป็นหลัก ซึ่งมีข้อจำกัดด้านกฎระเบียบและข้อกำหนดที่แตกต่างจากการเป็นรถแข่งเต็มรูปแบบ
หัวใจสำคัญ: ขุมพลัง Formula 1 ที่ลงสู่ถนน
แกนหลักของ Mercedes-AMG ONE คือระบบส่งกำลังไฮบริด V6 ขนาด 1.6 ลิตร เทอร์โบชาร์จ ซึ่งได้รับการพัฒนาและปรับแต่งมาจากเครื่องยนต์ของรถแข่ง Formula 1 ของ Mercedes-AMG High Performance Powertrains ใน Brixworth ที่ซึ่งความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ในวงการมอเตอร์สปอร์ตถือกำเนิดขึ้น ระบบนี้ไม่ใช่แค่การนำเครื่องยนต์ F1 มาใส่ในรถยนต์ทั่วไป แต่เป็นการถอดชิ้นส่วนและปรับปรุงเพื่อให้สามารถทำงานได้อย่างน่าเชื่อถือภายใต้สภาวะการขับขี่ที่หลากหลายบนท้องถนน
ขุมพลัง V6 นี้ ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าถึง 4 ตัว โดยมีมอเตอร์หนึ่งตัวรวมเข้ากับเทอร์โบชาร์จเจอร์ (e-Turbo) เพื่อลดอาการรอรอบ (Turbo Lag) ที่เป็นปัญหาคลาสสิกของเครื่องยนต์เทอร์โบ มอเตอร์อีกตัวหนึ่งเชื่อมต่อโดยตรงกับเพลาข้อเหวี่ยงของเครื่องยนต์สันดาปภายใน และมอเตอร์อีกสองตัวที่เหลือทำหน้าที่ขับเคลื่อนล้อหน้าแบบแยกอิสระ การทำงานร่วมกันของเครื่องยนต์ V6 และมอเตอร์ไฟฟ้าทั้ง 4 ตัวนี้ ทำให้ Mercedes-AMG ONE สามารถผลิตพละกำลังรวมกว่า 1,063 แรงม้า ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าตื่นตาตื่นใจอย่างยิ่ง
การนำเทคโนโลยีจาก Formula 1 มาใช้ ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่เครื่องยนต์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงโครงสร้างตัวถังที่ผลิตจากคาร์บอนไฟเบอร์น้ำหนักเบาและแข็งแรง ระบบอากาศพลศาสตร์แบบแอ็คทีฟ (Active Aerodynamics) ที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามสภาวะการขับขี่ เพื่อเพิ่มแรงกด (Downforce) หรือลดแรงต้านอากาศ (Drag) และช่วงล่างแบบ Pushrod ที่ให้การควบคุมและความแม่นยำในการเข้าโค้งที่เหนือชั้น ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ AMG Performance 4MATIC+ ที่ผสานการทำงานของเพลาขับไฟฟ้าด้านหน้าและการควบคุมแรงบิด (Torque Vectoring) ที่แม่นยำ ทำให้ Mercedes-AMG ONE สามารถส่งกำลังลงสู่พื้นถนนได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดในทุกสภาวะ
เทคโนโลยีที่ยกระดับการขับขี่: จากสนามแข่งสู่รถยนต์สปอร์ต
สำหรับสถิติที่ Nürburgring ครั้งล่าสุด ยานพาหนะที่ใช้คือ Mercedes-AMG ONE ที่ติดตั้งยาง Michelin Pilot Sport Cup 2 R MO ซึ่งเป็นยางที่พัฒนาขึ้นเป็นพิเศษสำหรับรถคันนี้โดยเฉพาะ เพื่อให้สามารถรองรับพละกำลังมหาศาลและการยึดเกาะที่ยอดเยี่ยม นอกจากนี้ ทีมงานยังได้เปิดใช้งานโหมด “Race Plus” ซึ่งเป็นโหมดที่ปรับตั้งค่าต่างๆ ของรถให้เหมาะสมกับการขับขี่ในสนามแข่งมากที่สุด โดยจะมีการปรับปรุงประสิทธิภาพของอากาศพลศาสตร์ให้สูงสุด และปรับตั้งช่วงล่างให้มีความแข็งและแม่นยำยิ่งขึ้น
สิ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่งคือ การนำเทคโนโลยีระบบส่งกำลังและแอโรไดนามิกจากรถแข่ง Formula 1 มาประยุกต์ใช้ในรถยนต์ที่วิ่งบนถนนทั่วไป การพัฒนาระบบสะสมพลังงาน (Energy Recovery System – ERS) ที่นำพลังงานจลน์จากการเบรกและการลดความเร็วกลับมาใช้ใหม่ ระบบเทอร์โบที่ไร้อาการรอรอบ (e-Turbo) และระบบระบายความร้อนที่มีประสิทธิภาพสูงสำหรับแบตเตอรี่และส่วนประกอบต่างๆ ล้วนเป็นผลผลิตจากความต้องการประสิทธิภาพสูงสุดในสนามแข่งที่สามารถนำมาปรับใช้เพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือกว่าให้กับผู้บริโภค
การเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบทางเทคนิคของ Formula 1 ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ซึ่งเน้นไปที่การลดขนาดเครื่องยนต์ การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และการใช้ระบบไฮบริด ได้ส่งผลกระทบอย่างมหาศาลต่อการพัฒนารถยนต์สมรรถนะสูงในปัจจุบัน Mercedes-AMG ONE คือตัวอย่างที่ชัดเจนของการนำผลการวิจัยและพัฒนาอันมหาศาลเหล่านั้นมาสู่ผู้บริโภค
การออกแบบที่สะท้อนสมรรถนะ: สุนทรียภาพแห่งความเร็ว
การออกแบบของ Mercedes-AMG ONE สะท้อนถึงหลักการแห่งความเร็วและประสิทธิภาพอย่างแท้จริง ตั้งแต่สัดส่วนของตัวถังที่ดูบึกบึนแต่โฉบเฉี่ยว ไปจนถึงรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่ล้วนมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มสมรรถนะ การวางเครื่องยนต์ไว้ตรงกลางลำตัว (Mid-Engine) และห้องโดยสารที่ออกแบบมาให้มีขนาดกะทัดรัดสำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสารหนึ่งคน (ถึงแม้ว่าจะเป็นรถสองที่นั่ง แต่เน้นไปที่การมอบประสบการณ์สำหรับผู้ขับขี่เป็นหลัก) บ่งบอกถึงความเป็นรถสปอร์ตที่ให้ความสำคัญกับการกระจายน้ำหนักและความคล่องตัว
ซุ้มล้อขนาดใหญ่และสัดส่วนที่ถูกขัดเกลาอย่างสมดุล โดยเฉพาะส่วนท้ายที่กว้างกว่ารถสปอร์ต AMG รุ่นอื่นๆ โดยเฉพาะโป่งล้อหลังที่รองรับล้อขนาดมหึมา แสดงถึงที่มาของรถคันนี้ที่มาจากสนามแข่ง สปอยเลอร์หน้าพร้อมช่องดักอากาศขนาดใหญ่ตลอดความกว้างของรถ และไฟหน้า LED ดีไซน์แบนราบที่รับกับรูปทรงของตัวถัง ล้วนออกแบบมาเพื่อช่วยในการระบายความร้อนและเพิ่มแรงกด
แนวหลังคาแบบไดนามิกที่มีช่องรับอากาศเพื่อระบายความร้อนห้องเครื่องยนต์ และท่อดักอากาศที่ผสานเข้ากับครีบฉลามแนวตั้งอย่างสวยงาม ไปจนถึงการออกแบบท่อไอเสียที่อิงตามแบบของรถยนต์ Formula 1 โดยตรง ล้วนเป็นองค์ประกอบที่ทำให้ Mercedes-AMG ONE มีบุคลิกที่โดดเด่นและดุดัน ไม่เหมือนใครในตระกูล AMG
เบื้องหลังพลัง V6 เทอร์โบไฮบริด: นวัตกรรมจาก Formula 1
ในช่วงเวลาที่เครื่องยนต์ V8 แบบไม่มีระบบอัดอากาศในรถ F1 สามารถทำรอบได้สูงถึง 20,000 รอบต่อนาที เทคโนโลยีได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมากภายใต้ข้อกำหนดของ FIA ที่ต้องการลดขนาดเครื่องยนต์และมลพิษ นี่คือจุดเริ่มต้นของการนำระบบไฮบริดมาใช้เป็นอุปกรณ์เสริมเพื่อทดแทนพละกำลังที่สูญเสียไปจากการลดขนาดเครื่องยนต์ การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้ได้นำไปสู่การใช้เครื่องยนต์ V6 ที่มีขนาดเล็กลง พร้อมระบบอัดอากาศเทอร์โบ, e-Turbo, ระบบเก็บเกี่ยวพลังงานจลน์ และการนำความร้อนเหลือทิ้งกลับมาใช้ใหม่
แม้เสียงของเครื่องยนต์ V6 ใน F1 รุ่นใหม่ อาจไม่เร้าใจเท่าเครื่องยนต์ V8 รุ่นก่อน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าประสิทธิภาพการใช้พลังงานของระบบส่งกำลังได้เพิ่มขึ้นอย่างทวีคูณ การลงทุนมหาศาลในการวิจัยและพัฒนาในวงการมอเตอร์สปอร์ตระดับโลก ได้ส่งผลให้ประสิทธิภาพเชิงความร้อนของเครื่องยนต์เบนซินเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด จาก 20% เป็นมากกว่า 50% ในเวลาอันสั้น
กฎระเบียบที่เปลี่ยนไป เพื่อส่งเสริมการนำเทคโนโลยี Formula 1 มาสู่รถยนต์ทั่วไป ได้เปิดโอกาสให้ผู้ผลิตรถยนต์ โดยเฉพาะแบรนด์เยอรมัน ได้พัฒนาเครื่องยนต์สันดาปภายในให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน เทคโนโลยี e-turbos ที่ใช้ใน F1 ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของรถยนต์สมรรถนะสูงราคาแพงในปัจจุบัน ทำให้ผู้บริโภคกลุ่มนี้สามารถสัมผัสกับสมรรถนะที่ไร้อาการรอรอบของเทอร์โบได้อย่างแท้จริง
ระบบอากาศพลศาสตร์ขั้นสูง: ศิลปะแห่งการไหลเวียนอากาศ
Mercedes-AMG ONE ได้ถูกออกแบบมาให้มีระบบอากาศพลศาสตร์ที่ซับซ้อนและมีประสิทธิภาพสูงสุด ช่องดักอากาศบนหลังคาทำหน้าที่ดูดอากาศเข้าไปยังคอมเพรสเซอร์เทอร์โบชาร์จเจอร์ การเพิ่มแรงดันอากาศเข้าไปในระบบส่งผลให้คอมเพรสเซอร์ทำงานที่อัตราส่วนแรงดันที่ต่ำลง ซึ่งหมายถึงอากาศที่ออกมาจากเทอร์โบจะเย็นลง และลดแรงดันย้อนกลับของเครื่องยนต์
ท่อ NACA ขนาดใหญ่ที่ด้านหน้า และท่อคาร์บอนไฟเบอร์ขนาดใหญ่ ช่วยในการระบายความร้อนให้กับเครื่องยนต์และระบบไฮบริด ระบบส่งกำลังไฮบริดขั้นสูงนี้ต้องการระบบระบายความร้อนที่ครอบคลุม ทั้งระบบน้ำหล่อเย็นเครื่องยนต์, ระบบระบายความร้อนด้วยน้ำมัน (สำหรับระบบอัดอากาศและแบตเตอรี่), อินเตอร์คูลเลอร์สำหรับเทอร์โบ และที่สำคัญคือระบบระบายความร้อนสำหรับมอเตอร์ไฟฟ้า, แบตเตอรี่ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์แรงสูง
อุปกรณ์ถ่ายเทความร้อนจำนวนมากที่ด้านหน้ารถ ซึ่งสังเกตได้จากช่องระบายอากาศขนาดใหญ่บนฝากระโปรงหน้าและบังโคลนหน้า อาจมีลักษณะเป็นบานเกล็ดอากาศแบบแปรผัน ซึ่งจะปิดไว้เมื่อขับขี่ด้วยความเร็วต่ำ และเปิดออกเพื่อเพิ่มแรงกดเมื่อขับขี่ด้วยความเร็วสูง
ก้านกระจกมองข้างที่ใช้วัสดุน้ำหนักเบา ออกแบบมาเพื่อลดแรงต้านอากาศให้น้อยที่สุด ซุ้มล้อหลังได้รับการปรับปรุงเพื่อให้อากาศไหลออกได้อย่างมีประสิทธิภาพ แผงด้านหลังล้อหน้าช่วยควบคุมการไหลเวียนของอากาศที่ออกจากบริเวณซุ้มล้อ แนวคิดการไหลเวียนอากาศใน Mercedes-AMG ONE คล้ายคลึงกับรถแข่ง Le Mans ที่อากาศที่เข้าสู่ด้านหน้าของรถจะถูกส่งไปรอบล้อหน้าและออกทางด้านข้างตามหลักอากาศพลศาสตร์
ส่วนท้ายของรถยนต์มาพร้อมกับดิฟฟิวเซอร์ขนาดใหญ่ ยางหลังกว้างแบบรถแข่ง และตาข่ายขนาดใหญ่ที่ปิดช่องระบบส่งกำลังด้านหลัง เพื่อช่วยในการระบายความร้อน ท่อไอเสียแบบเดี่ยวขนาดใหญ่ขนาบข้างด้วยท่อขนาดเล็กสองท่อ เป็นดีไซน์ที่สะท้อนถึงความเป็นรถแข่งอย่างชัดเจน
Hyperperformance: การผสมผสานที่ไร้คู่แข่ง
Mercedes-AMG ONE ไม่ใช่แค่การนำเทคโนโลยี F1 มาใส่ในรถยนต์ แต่มันคือการนิยามใหม่ของคำว่า “Hyperperformance” ขุมพลัง V6 ขนาด 1.6 ลิตร เทอร์โบชาร์จ ที่มาพร้อมเทคโนโลยี e-Turbo ผสานการทำงานกับระบบไฟฟ้าแบบ EQ Power+ คือแนวทางของการออกแบบรถยนต์ AMG รุ่นใหม่ๆ ในอนาคต มันคือการตอกย้ำจุดยืนของ Mercedes-Benz ในฐานะ “ผู้นำการขับเคลื่อนแห่งโลกอนาคต”
ระบบส่งกำลังปลั๊กอินไฮบริดประสิทธิภาพสูง EQ Power+ ได้รับการพัฒนาโดยตรงจาก Formula 1 ด้วยความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับผู้เชี่ยวชาญด้านมอเตอร์สปอร์ตที่ Mercedes-AMG High Performance Powertrains ใน Brixworth เครื่องยนต์เบนซินไฮบริด 1.6 ลิตร V6 ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า 4 ตัว: หนึ่งตัวที่เทอร์โบชาร์จเจอร์, หนึ่งตัวที่เชื่อมต่อกับเพลาข้อเหวี่ยง, และอีกสองตัวที่ขับเคลื่อนล้อหน้า
ภายใน: อารมณ์ Formula 1 ที่สัมผัสได้
การออกแบบภายในของ Mercedes-AMG ONE มอบความรู้สึกเหมือนอยู่ในห้องนักบินของรถแข่ง Formula 1 อย่างแท้จริง สีสันและวัสดุภายในได้รับแรงบันดาลใจจากรถแข่ง F1 ห้องโดยสารที่โค้งมนตามหลักสรีรศาสตร์พร้อมเบาะนั่งแบบ Bucket Seat โดดเด่นด้วยสไตล์ที่ล้ำสมัยและใช้งานง่ายแบบมินิมอล ใช้วัสดุนวัตกรรมใหม่ พวงมาลัยแบบ Formula 1 ที่สามารถปรับได้ตามต้องการ อุโมงค์กลางที่แยกพื้นที่ผู้ขับขี่และผู้โดยสารออกจากกันอย่างชัดเจน โครงสร้างคาร์บอนไฟเบอร์ที่ผสานเข้ากับแพลตฟอร์มโมโนค็อก และเบาะนั่งสไตล์รถแข่ง สร้างความเชื่อมโยงที่แน่นแฟ้นกับการแข่งขัน
นิยามใหม่ของความพิเศษ: การผลิตจำนวนจำกัดและเทคโนโลยีล้ำสมัย
สำหรับกลุ่มอภิมหาเศรษฐีที่พร้อมควักจ่ายเพื่อครอบครอง Mercedes-AMG ONE (ที่มีราคาเริ่มต้นสูงถึง 91 ล้านบาท ยังไม่รวมภาษีนำเข้ามหาศาลในบางประเทศ) สิ่งที่ทำให้รถคันนี้พิเศษยิ่งขึ้นคือการผลิตที่มีจำนวนจำกัดไม่ถึง 300 คันทั่วโลก การใช้เทคโนโลยี F1 อย่างเต็มรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นบานประตูปีกนก (Dihedral Doors), ตัวถังที่เพียบพร้อมด้วยระบบ Active AERO, สปอยเลอร์หลังแบบพิเศษ, ครีบหลังคาร์บอน, และท่อระบายท้ายแมกนีเซียม ทำให้รถคันนี้มีรูปลักษณ์ที่ราวกับยานรบจากต่างดาว
ระบบอากาศพลศาสตร์ของรถคันนี้ประกอบด้วยชิ้นส่วนคาร์บอนที่ทำหน้าที่หลายอย่าง: ปรับเป็นโหมด DRS เพื่อความลู่ลมสูงสุด, สร้างแรงยึดเกาะกับถนนด้วย Air Blades, ปรับมุมของครีบเพื่อสร้างสมดุลแรงกดระหว่างหน้าและท้าย, และปรับให้เกิดแรงต้านอากาศสูงสุดสำหรับการเบรก
ระบบช่วงล่างแบบ Active Suspension และเฟืองทดกำลังของระบบ Torque Vectoring ที่สามารถส่งแรงบิดไปยังล้อข้างใดข้างหนึ่งได้อย่างแม่นยำ ไม่ว่าล้อนั้นจะขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าหรือเครื่องยนต์ คือเทคโนโลยีที่ทำให้ Mercedes-AMG ONE สามารถเข้าโค้งได้อย่างเหนือชั้น
ระบบเสริมพลังงานแบบ Hybrid: พลังที่ยั่งยืน
แบตเตอรี่ Lithium-ion พิเศษของ Mercedes-AMG ONE ถูกออกแบบมาให้มีความทนทานและเหมาะสมกับการใช้งานทั้งบนถนนปกติและในสนามแข่ง โดยวางอยู่ที่ด้านหน้าหลังแร็คพวงมาลัยและช่วงล่าง เพื่อการกระจายน้ำหนักที่สมมาตร ชุดระบายความร้อนของแบตเตอรี่มีพื้นฐานเดียวกันกับรถแข่ง Formula 1
มอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัวที่ใช้ขับเคลื่อนล้อหน้า แยกการทำงานซ้าย-ขวาออกจากกันอย่างอิสระ เพื่อป้องกันการสูญเสียกำลัง มอเตอร์ไฟฟ้าแต่ละตัวมีกำลัง 120 กิโลวัตต์ (ประมาณ 163 แรงม้า) เมื่อทำงานพร้อมกันทั้งสองตัว จะให้กำลังรวมถึง 326 แรงม้า สามารถหมุนด้วยรอบที่สูงมากถึง 50,000 รอบต่อนาที ด้วยพลังงานจากแบตเตอรี่ Project ONE สามารถวิ่งด้วยระบบไฟฟ้าล้วนได้ระยะทางประมาณ 25 กิโลเมตร โดยปราศจากมลพิษ ระบบสะสมพลังงานแบบพิเศษยังช่วยชาร์จไฟฟ้ากลับเข้าสู่แบตเตอรี่ระหว่างการขับขี่ได้ถึง 80%
มอเตอร์ไฟฟ้าเสริมแรงตัวที่ 3 มีขนาด 90 กิโลวัตต์ (ประมาณ 122 แรงม้า) ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของระบบเทอร์โบชาร์จ ในรอบเครื่องยนต์ต่ำ มอเตอร์นี้จะปั่นใบพัดไอดีเพื่ออัดอากาศและลดอาการรอรอบ เมื่อผู้ขับใช้รอบเครื่องยนต์สูงขึ้น ระบบควบคุมจะตัดการทำงาน ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเทอร์ไบน์ไอเสียทำหน้าที่ปั่นใบพัดไอดีแทน ขณะเดียวกัน มอเตอร์นี้ก็จะชาร์จไฟฟ้ากลับเข้าสู่แบตเตอรี่ หรือส่งกำลังไฟไปยังมอเตอร์อื่นๆ
มอเตอร์ตัวที่ 4 ขนาด 120 กิโลวัตต์ (ประมาณ 163 แรงม้า) ติดตั้งอยู่ระหว่างเครื่องยนต์กับเกียร์ ทำหน้าที่เสริมแรงบิด และส่งกำลังไปยังเกียร์ 8 สปีดไฮดรอลิก พร้อมระบบ ERS Energy Recovery System ที่ช่วยสะสมพลังงานเพื่อบูสต์แรงบิดในช่วงสั้นๆ อันมหาศาล เพื่อการแซงอย่างเฉียบขาด
เมื่อเครื่องยนต์ V6 ของรถแข่ง F1 W07 ทำงานผสานกับมอเตอร์ไฟฟ้าทั้ง 3 ตัว Mercedes-AMG Project ONE จะมีกำลังรวมกว่า 1,000 แรงม้า สามารถเร่งความเร็วจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ใน 2.9 วินาที, 0-200 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ใน 5.9 วินาที และมีความเร็วสูงสุดกว่า 350 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
ยาง Michelin Pilot Sport Cup 2 R MO: สัมผัสถนนที่เหนือกว่า
ชิ้นส่วนที่ต้องรับแรงมหาศาลและมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการขับขี่ คือยาง Mercedes-AMG Project ONE ใช้ยาง Michelin รุ่น Pilot Sport Cup 2 R MO ยางล้อหน้ามีขนาด 285/35ZR-19s และยางหลังขนาด 335/30ZR-20s ยางสปอร์ตประสิทธิภาพสูงรุ่น Pilot Sport Cup 2 ถูกออกแบบพิเศษสำหรับไฮเปอร์คาร์ โดยให้การยึดเกาะ การรีดน้ำ และสมรรถนะการเบรกที่เหนือระดับ
เกียร์ AMG SPEEDSHIFT 8-Speed: การส่งกำลังที่แม่นยำ
กำลังจากเครื่องยนต์ V6 จะถูกส่งแรงบิดไปยังล้อหลัง ชุดเกียร์ของ Project ONE เป็นระบบเกียร์กึ่งอัตโนมัติ Automated AMG SPEEDSHIFT 8-Speed ควบคุมการทำงานด้วยสมองกลไฟฟ้าที่ปรับตั้งมาอย่างเหมาะสมกับโหมดการขับขี่ที่ผู้ขับขี่เลือกใช้ ระบบเกียร์แบบไฮดรอลิกช่วยเพิ่มความทนทานและการตอบสนองต่อการเปลี่ยนอัตราทดได้อย่างรวดเร็ว ผู้ขับขี่สามารถเลือกโหมดควบคุมเกียร์ได้หลากหลาย เมื่อมอเตอร์ทั้งสามตัวทำงานพร้อมเครื่องยนต์ ระบบขับเคลื่อนของ Project ONE จะเป็นแบบขับเคลื่อนสี่ล้อตลอดเวลา ซึ่ง Mercedes AMG เรียกระบบนี้ว่า AMG Performance 4MATIC+
อนาคตของการขับเคลื่อนสมรรถนะสูง
Mercedes-AMG ONE คือจุดสูงสุดของวิศวกรรมยานยนต์ในปัจจุบัน มันไม่ใช่แค่รถยนต์ แต่คือประติมากรรมแห่งเทคโนโลยี ที่ผสานสุดยอดนวัตกรรมจาก Formula 1 เข้ากับความหรูหราและความเป็นเลิศของ Mercedes-Benz การสร้างสถิติใหม่ที่ Nürburgring คือเครื่องพิสูจน์ถึงศักยภาพอันไร้ขีดจำกัดของรถคันนี้ และเป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้ผลิตรถยนต์รายอื่นๆ ในการผลักดันขีดจำกัดของเทคโนโลยีให้ก้าวไปข้างหน้า
สำหรับผู้ที่หลงใหลในสมรรถนะขั้นสูงสุดและเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย การได้สัมผัสประสบการณ์การขับขี่ Mercedes-AMG ONE คือความฝันที่เป็นจริง หากคุณพร้อมที่จะก้าวข้ามทุกขีดจำกัด และสัมผัสกับที่สุดของยานยนต์แห่งยุคสมัยแล้ว ขั้นตอนต่อไปของคุณคืออะไร?